ใบกรมสรรพากร
 
ใบกรมสรรพากร
 
ติดต่อสอบถาม หรือสั่งซื้อสินค้าได้ที่ :คุณกัลยาภัสร์ โทร. 099-619-3297

 


คำถามตอบ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % และ ผลิตภัณฑ์ แองเจิ้ล(Angel) ***ข้อมูลสำหรับสมาชิกบ้านสมุนไพร***
 

 

 
 


 
 
  1. เป็นโรคมะเร็งกล่องเสียงระยะสุดท้าย ต้องการดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์เพื่อช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานเพื่อต่อสู้กับโรคร้าย จะต้องดื่มอย่างไร...ขอตัวอย่างผู้ป่วยที่สามารถสอบถามอาการได้ด้วย……?
  2. เป็นโรคริดสีดวงทวาร มีเลือดออกเวลาถ่ายเป็นประจำ บางครั้งมีลักษณะเป็นติ่งยื่นออกมา จะต้องดื่มอย่างไร...…?
  3. เป็นโรคหัวใจ อยากลองใช้วิธีแพทย์ทางเลือก สามารถดื่มคลอโรฟิลล์เพื่อฟื้นฟูได้หรือไม่ ? ถ้าได้จะต้องดื่มอย่างไร...…?
  4. ไม่ได้เป็นโรคอะไร ร่างกายแข็งแรงออกกำลังกายทุกวัน มีสุขภาพที่ดี อยากทดลองดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เพื่อช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดีได้หรือไม่ ถ้าได้จะต้องดื่มอย่างไร...…?
  5. ป่วยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้าย นั่งใกล้ใครไม่ได้มีกลิ่นเหม็นตลอด อยากดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายจะต้องดื่มอย่างไร...…?
  6. มีกลิ่นตัวแรง อยากดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เพื่อช่วยฟื้นฟูจะต้องดื่มอย่างไร...…?
  7. เป็นโรคเลือดจาง อยากทดลองดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เพื่อช่วยฟื้นฟูบ้าง สามารถดื่มได้หรือไม่...…?
  8. เห็นท่านที่เป็นมะเร็งในส่วนอื่นๆ ใช้คลอโรฟิลล์ฟื้นฟูได้ ถ้ากรณีคุณพ่อเป็นโรคมะเร็งปอดเนื่องจากสูบบุหรีจัด สามารถดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ได้หรือไม่ และจะดื่มอย่างไร มีอาการข้างเคียงหรือไม่...…?
  9. เป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี สามารถดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ได้หรือไม่ และจะดื่มอย่างไร ...…?
  10. เป็นโรคนิ่วในไต สามารถดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ได้หรือไม่ และจะดื่มอย่างไร ...…?
  11. เป็นโรคกลาก เกลื้อน รวมทั้งโรคผิวหนังสามารถใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ทาในบริเวณที่เป็นได้หรือไม่ ...…?
  12. คลอโรฟิลล์สด มีสารอะไรที่มีประโยชน์ ทำไมจึงมีประสิทธิภาพสูงมาก ...…?
  13. ป่วยเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว อยากดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์เพื่อช่วยฟื้นฟูจะดื่มอย่างไร คำถาม จากคุณ เศรษฐศักดิ์ จ. เชียงราย ...…?
  14. ป่วยเป็นโรครูมาตอยด์ เป็นมาตั้งแต่ปี 2537 ดื่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาแล้วทุกอย่างที่ว่าดี ใครแนะนำลองมาหมด อยากดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์บ้างจะดื่มอย่างไร คำถาม จากคุณ เศรษฐศักดิ์ จ. เชียงราย ...…?
  15. อยากทราบว่า อาการเดินเซ และมีอาการเวียนหัว ตาพร่ามัว ระดับน้ำในหูไม่เท่ากัน ใช้ได้หรือไม่หรือไม่ ขอตัวอย่างผู้ที่เคยป่วยเป็นอาการลักษณะนี้ และใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์มาแล้ว คำถาม จากคุณ พิราวรรณ ...…?
  16. ทำไมต้องดดื่มน้ำอัดลม ทำไมจึงมีโทษ...…?
  17. เล่าให้เพื่อนฟังในเรื่อง สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % แต่เพื่อนบอกว่าแพงมากๆ ขวด ใหญ่ 473 ซีซี ราคาตั้ง 2,500 บาท (ราคาสมาชิกไม่รวมค่าจัดส่ง) ทำไมคลอโรฟิลล์ที่กลุ่มบ้านสมุนไพรนำมาจำหน่ายจึงมีราคาแพงกว่ายี่ห้ออื่นในท้องตลาดมากๆ ในท้องตลาดแบบผงขายในราคา ประมาณ 700 บาท ต่อ 1 กระปุกก็มีอยู่มากมาย ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ตกลงจะทราบได้อย่างไร ? ถ้าเทียบกับประมาณเนื้อคลอโรฟิลล์จริงๆ ช่วยตอบด้วย คำถามจาก คุณ วิจิตร์ จ.ชลบุรี...…?
  18. ถ้ากรณีเป็นคลอโรฟิลล์ชนิดน้ำ (Liquid Alfalfa Extract) ฉลากผลิตภัณฑ์ระบุว่า “สารสกัดอัลฟัลฟ่า 0.80 %” หรือ ภาษาอังกฤษเขียนว่า “Alfalfa Extract 0.80 % “ ใช่คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % หรือไม่ และจะสามารถสังเกตได้อย่างไร...…?
  19. ถ้ากรณีต้องการทราบปริมาณคลอโรฟิลล์ในส่วนผสมจากฉลากข้างผลิตภัณฑ์ สามารถสังเกตได้อย่างไร...…?
  20. คลอโรฟิลล์ที่ผลิตและนำมาขายในประเทศไทยมีอยู่กี่ชนิด สามารถสังเกตอย่างง่ายได้อย่างไร...…?
  21. ความหวาน การกินหวาน(เช่น ขนมหวาน ผลไม้ น้ำผลไม้ น้ำหวาน น้ำอัดลม) มีผลดีหรือโทษต่อร่างกายแน่ ? พอจะหาข้อมูลศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ไหนต้องการอ่านเพิ่มเติมแนะนำด้วย...…?
  22. ถ้าข้อมูลที่ว่าความหวานมีอันตราย กรณีถ้าเรากินข้าวก็ได้น้ำตาลเหมือนกัน อย่างนี้ไม่อันตรายจากความหวานของน้ำตาลจากข้าวหรือ...…?
  23. ข้อมูลบางอย่างของนมวัว ที่เราอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน...…?
  24. ช่วยอธิบายที่มาที่ไปของคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ด้วยว่าเป็นมาอย่างไร ทำไมมีแนวคิดเรื่องของการใช้คลอโรฟิลล์เพื่อเป็นยาอายุวัฒนะ...…?
  25. ผลิตภัณฑ์คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ของบ้านสมุนไพร ได้รับ อย. อย่างถูกต้องจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือไม่....…?
  26. ผลิตภัณฑ์แองเจิ้ล (Angel) ของบ้านสมุนไพร ได้รับ อย. อย่างถูกต้องจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือไม่ ...…?
  27. ทำไมใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ไปแล้ว 1 ขวดใหญ่ 473 ซีซี ไม่เห็นผลอะไรเลย เกิดจากอะไร...…?
  28. ไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ใหม่ 2009 ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ได้หรือไม่...…?
  29. ผลิตภัณฑ์แองเจิ้ล (Angel) คืออะไร ใช้แล้วดีอย่างไร อธิบายด้วย...…?
  30. ของมักดองไม่ดีอย่างไร ทำไมต้องงด อธิบายด้วย...…?
  31. สามารถใช้สารอาหารคลอโรฟิลล์บริ สุทธิ์ 100 % ในเรื่องของการลดความอ้วนได้หรือไ ม่...…?
  32. คลอโรฟิลล์แบบน้ำมีสารกันบูดผสมอยู่จริงหรือไม่ เนื่องจากคลอโรฟิลล์แท้ต้องผสมน้ำดื่มทันที เพื่อประโยชน์สูงสุดเหมือนน้ำผลไม้คั่นใช่หรือเปล่า จากคุณ Kidshi Dech...…?
  33. อยากทราบว่าไม่มีขนาดทดลองให้ทดลองใช้ก่อนหรือคะ สำหรับคลอโรฟิลล์ 100 % หนูหมายถึง ราคาถูกกว่านี้และปริมาณอยู่ในขนาดทดลองได้น่ะค่ะ จากคุณ วรรณภา จันทนายนต์...…?
  34. การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ชนิดน้ำมีสารกันบูดหรือไม่...…?
  35. จำเป็นต้องซื้อผักจากตลาดมาทำกับข้าวทานทุกวัน เพราะที่บ้านไม่มีเนื้อที่พอจะปลูกผักรับประทานได้ จะต้องทำอย่างไร จึงจะลดปริมาณสารพิษจากยาฆ่าแมลงเข้าสู่ร่างกายได้...…?
  36. ช่วยเปรียบเทียบการใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ กับการใช้ยาปฏิชีวนะแผนปัจุบันด้วย ว่ามันต่างกันอย่างไร ...…?
  37. ช่วยสรุป ปฏิกิริยาตอบโต้การบำบัด (Healing Reaction) หรืออาการกระทุ้งโรค ที่แสดงความผิดปกติของร่างกายให้ด้วย ว่ามีอาการอย่างไรบ้าง ...…?
  38. อยากได้ คลอโรฟิลล์ ที่บริสุทธิ์ 100 % จริงๆ ไม่ใช่ กินตามกระแส เพราะผมทำงานกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ ตลอดเวลาครับ จากคุณ โกสินทร์ จันทรสุวรรณ ...…?
  39. ต้องการข้อมูล คุณสมบัติของคลอโรฟิลล์ อายุผลิตภัณฑ์ หากผสมน้ำแล้วอยู่ได้กี่วัน จาก คุณยุพา สุขดี นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง...…?
  40. ซื้อได้ที่ไหนค่ะ เพราะอยู่ที่ อ.เมือง จ.ชลบุรี จาก คุณ ben...…?
  41. สมัครสมาชิกในเวปนี้แล้ว ขึ้นมาว่าได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้วแต่ไม่มีรหัสอะไรเลย แล้วจะสั่งซื้ออย่างไรค่ะ จากคุณ ภัทราภรณ์ รักษ์ธรรม ...…?
  42. อยากทราบราคาผลิตภัณฑ์ เมื่อสมัครเป็นสมาชิกแล้ว ราคาเท่าไหร่ จากคุณ กชพรรณ มั่นเหมาะ ...…?
  43. อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ มีผลต่อการรักษาสุขภาพมากน้อยแค่ไหนมีผลข้างเคียงหรือไม่ คนวัยไหนเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ จากคุณสุวิทย์ คำภู ...…?
  44. ดื่มเหล้ากับเพื่อนตอนงานเลี้ยง ตอนเช้าลุกไปทำงานไม่ไหว ช่วยได้ หรือไม่...…?
  45. มีปัญหามดลูกค่ะ และอยากทราบราคาผลิตภัณฑ์ และผู้ป่วยโรค เอดส์ทานแล้วดีจริงเหรอะคะ จากคุณรัชนี ราคาทรัพย์...…?
  46. จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีบางคนมีอาการแพ้คลอโรฟิลล์...…?
  47. เป็นโรคภูมิแพ้เป็นแบบเรื้อรังมา 20 ปี จะต้องดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์อย่างไร ...…?
  48. เป็นโรคสะอึก เป็นประจำใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ได้หรือไม่ ...…?
  49. ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ มีอาการอย่างไร ...…?
  50. อธิบายเรื่องความสัมพันธ์ของไขกระดูกและเม็ดเลือดอย่างง่าย...…?

เป็นโรคมะเร็งกล่องเสียงระยะสุดท้าย ต้องการดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์เพื่อช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานเพื่อต่อสู้กับโรคร้าย จะต้องดื่มอย่างไร...ขอตัวอย่างผู้ป่วยที่สามารถสอบถามอาการได้ด้วย...…?

  • ตอบ ให้ใช้ชุดใหญ่ (อย่างน้อย 3 ขวดใหญ่) สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ขวดใหญ่ (473 ซีซี)
  • ในอาทิตย์แรก 2 – 5 วัน ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ปริมาณ 5 ซีซี ผสมน้ำดื่มบริสุทธิ์ 1.5 ลิตร ดื่มเพื่อปรับสภาพร่างกายในการรับสารอาหารก่อน จากนั้นจึงเพิ่มปริมาณสารอาหาร

    เดือนที่ 1 ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ปริมาณ 30 ซีซี ผสมน้ำดื่มบริสุทธิ์ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน ต้องดื่มให้หมดขวดใน 1 วัน และต้องดื่มต่อเนื่องทุกวันตลอดระยะ 1 เดือน

    ***หลังจากดื่มไปแล้ว 1 เดือนให้ท่านไปตรวจจะพบว่าเชื้อมะเร็งลดลง ***

    เดือนที่ 2 ให้ลดปริมาณคลอโรฟิลล์บริสุทธ์ 100 % โดยใช้ ปริมาณ 20 ซีซี ผสมน้ำดื่มบริสุทธิ์ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน และต้องดื่มให้หมดขวด 1 วัน และต้องดื่มต่อเนื่องทุกวันตลอดระยะในช่วงเดือนที่ 2

    เดือนที่ 3 ให้ลดปริมาณคลอโรฟิลล์บริสุทธ์ 100 % โดยใช้ ปริมาณ 10 ซีซี ผสมน้ำดื่มบริสุทธิ์ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน และต้องดื่มให้หมดขวด 1 วัน และต้องดื่มต่อเนื่องทุกวันตลอดระยะในช่วงเดือนที่ 3

    เดือนที่ 4 - 6 ให้ใช้ปริมาณคลอโรฟิลล์บริสุทธ์ 100 % โดยใช้ ปริมาณ 10 ซีซี ผสมน้ำดื่มบริสุทธิ์ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน และต้องดื่มให้หมดขวด 1 วัน และต้องดื่มต่อเนื่องทุกวันตลอดระยะในช่วงเดือนที่ 4 - 6

    *** หลังจากเดือนที่ 6 ให้ท่านตรวจเชื้อมะเร็งอีกครั้ง***

  • ตัวอย่าง ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ฟื้นฟูร่างกาย ที่ อ.เมือง จ.สระแก้ว ป่วยเป็นมะเร็งกล่องเสียง ต้องได้รับการรักษาและเจาะคอ ปัจจุบันอาการดีขึ้น แต่ไม่สามารถพูดได้
  • ข้อห้ามในการใช้คลอโรฟิลส์ฟื้นฟูสุขภาพใน 3 เดือนแรก

    1. ห้ามทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด ยกเว้นเนื้อปลา

    2. แต่ห้ามทานปลาดังต่อไปนี้ คือ ปลาสลิด ปลาไหล ปลาดุก ปลาสวาย ปลานิล

    3. นมสัตว์ทุกชนิด ทานน้ำนมข้าวได้

    4. ผักมีเมือกมาก เช่น ผักปัง

    5. ของสุกมากๆ และอาหารไหม้เกรียม ของร้อนมาก เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ต้มจับฉ่าย

    6. แตงโมเนื้อแดงๆ องุ่น ลำใย

    7. ผงชูรส หรืออาหารที่มีผงชูรสปริมาณมากๆ ( เช่น สาหร่ายทะเลแผ่น ,บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ) น้ำอัดลมสีดำ น้ำส้มสายชู ของหมักของดอง (เช่น ปลาร้า หน่อไม้ ผักกาดดอง เป็นต้น) ยาฆ่าแมลงจากผัก น้ำตาลทรายขาวให้ใช้น้ำตาลทรายแดง

    8. ยาต้มทุกชนิด

    9. งดการนอนดึก เครียด ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ

    10. สามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน ที่รับจากโรงพยาบาลได้



    [กลับด้านบน]

    เป็นโรคริดสีดวงทวาร มีเลือดออกเวลาถ่ายเป็นประจำ บางครั้งมีลักษณะเป็นติ่งยื่นออกมา จะต้องดื่มอย่างไร...…?

  • ริดสีดวงทวาร เกี่ยวข้องกับภาวะความดันโลหิตในหลอดเลือดดำสูง มาจากสาเหตุต่างๆ เช่น การเบ่งถ่ายอุจจาระ ท้องผูก ท้องเดินบ่อยๆ การนั่งนานๆ การตั้งครรภ์ ความอ้วน การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย ไอเรื้อรัง เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบร่วมกับโรคในช่องท้อง เช่น ภาวะตับแข็งทำให้ความดันในหลอดเลื B9ตับสูง ซึ่งส่งผลกระทบไปที่หลอดเลือดดำบริเวณทวารหนัก ก้อนเนื้องอกในช่องท้อง มะเร็งลำไส้ใหญ่ ต่อมลูกหมากโต เป็นต้น
  • อาการของริดสี ส่วนมากจะมีเลือดออกทางทวารหนัก เป็นเลือดสีแดงสดเกิดขึ้นขณะถ่ายอุจจาระ อาจสังเกตมีเลือดปนเปื้อนกระดาษชำระ หรือปนมากับอุจจาระ หรือมีเลือดไหลออกเป็นหยดโดยไม่รู้สึกเจ็บแต่อย่างใด บางรายอาจรู้สึกเจ็บที่ทวารหนักและถ่ายอุจจาระลำบากหรืออาจมีอาการคันบริเวณทวารหนัก ถ้าถ้าริดสีดวงทวารอักเสบหรือหลุดออกมาภายนอก อาจทำให้รู้สึกปวดอย่างรุ่นแรงจนถึงกับนั่ง ยืนหรือเดินไม่ดวก และคลำเจอก้อนเนื้อนุ่มๆ สีคล้ำๆ ที่ปากทวารหนัก และถ้ามีอาการเลือดออกมากและเรื้อรัง อาจทำให้เกิดอาการซีดและมีภาวะโลหิตจางได้
  • ให้ใช้สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ เริ่มต้นที่ ปริมาณ 5 ซีซี ผสมน้ำสะอาด 1.5 ลิตร ในสัปดาห์แรก 5 -7 วัน โดย ดื่มแทนน้ำตลอดทั้งวัน และให้ใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์แองเจิ้ล (Angel) 2 เม็ดก่อนนอน
  • ต่อมาให้ใช้สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ปริมาณ 15 ซีซี ผสมน้ำสะอาด 1.5 ลิตร ดื่มแทนน้ำตลอดทั้งวัน และให้ใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์แองเจิ้ล (Angel) 2 เม็ดก่อนนอน
  • แบบเห็นผลเด่นชัดใน ช่วงวันที่ 1 - 7 อาการในช่วงนี้ติ่งเนื้อจะค่อยๆ กลับคืน อาการขับถ่ายอุจาระและมีเลือดที่ไหลจะเริ่มลดน้อยลง อาการบวมน้ำจะลดลง หรือพบริดสีดวงทวารฝ่อตัวลง

    แบบพอใช้ ใช้เวลา มากกว่า 3 สัปดาห์ การขับถ่ายอุจจาระมีเลือดออกและอาการเจ็บทุเลาลง ริดสีดวงมีการฝ่อตัวลงบ้าง อาการคันลดลง แต่ระยะเวลาการใช้ไม่เท่ากันในแต่ละคน ทั้งนี้ขึ้นกับอายุ ความรุนแรงของอาการและระยะเวลาที่เรื้อรัง

    *** ห้ามทานอาหารทำลายกระดูก ได้แก่ ผงชูรส น้ำอัดลมที่มีสีดำ รวมถึงยาฆ่าแมลงจากผักและผลไม้***

    ควรน้ำดื่มมากๆ รับประทานผัก ผลไม้ที่มีเส้นใยสูง

    หลีกเลี่ยงของทอด และอาหารประเภทที่ทำให้เกิดอาการ้อนในง่ายเพื่อลดอาการท้องผูก

    หลีกเลี่ยงการเกาหรือถู หลังการขับถ่ายให้ทำความสะอาดโดยใช้กระดาษชำระชุบน้ำทำความสะอาด

    ไม่ควรใช้ยาระบายติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

    อย่านั่งถ่ายอุจจาระนานเกินความจำเป็น เพราะจะทำให้เพิ่มความดันของหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนัก



    [กลับด้านบน]

    เป็นโรคหัวใจ อยากลองใช้วิธีแพทย์ทางเลือก สามารถดื่มคลอโรฟิลล์เพื่อฟื้นฟูได้หรือไม่ ? ถ้าได้จะต้องดื่มอย่างไร……?

  • ให้ใช้สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ปริมาณ 15 ซีซี ผสมน้ำสะอาด 1.5 ลิตร ดื่มแทนน้ำตลอดทั้งวัน และให้ใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์แองเจิ้ล (Angel) 2 เม็ดก่อนนอน
  • สัปดาห์ที่ 1 ให้ใช้สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ปริมาณ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวันต้องดื่มให้หมดขวด

    ***หลังจากรับประทานไปแล้ว ประมาณ 3 -7 วัน ผู้ที่มีอาการของโรคหัวใจมาก กว่า 70 % ขึ้นไป จะมีอาการจุกแน่นที่หน้าอก จุกแน่นที่ลิ้นปี่ ครั่นเนื้อครั่นตัว มีอาการไข้ แสดงว่าท่านมีโรคมากกว่า 1 อย่างคือ เป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดร่วมด้วย ไม่ต้องตกใจให้ดื่มต่อไป ถ้ามีอาการดังกล่าวเกิดขึ้น ให้ผสมสารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 5 ซีซี ต่อ น้ำ ครึ่งแก้ว (120 ซีซี) ดื่มร่วมด้วย ***สำหรับบางท่านถ้าดื่มแล้ว มีอาการสดชื่น และหายใจโล่ง ไม่เหนื่อยไม่เพลีย แสดงว่าท่านสภาวะโรคหัวใจของท่านน้อยมาก การฟื้นฟูจะทำได้รวดเร็ว***

    สัปดาห์ที่ 2 ให้เพิ่มปริมาณสารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % โดยใช้ปริมาณ 20 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน ต้องดื่มให้หมดขวด

    ***ในขั้นนี้จะสังเกตว่า ปฏิกิริยาโต้ตอบการบำบัด หรือ อาการกระทุ้งโรค เริ่มลดน้อยลง จะมีอาการจุกแน่นที่หน้าอก จุกแน่นที่ลิ้นปี่ ครั่นเนื้อครั่นตัว มีอาการไข้ จะลดลงมาก***

    สัปดาห์ที่ 3 -4 ให้เพิ่มปริมาณสารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % โดยใช้ปริมาณ 30 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน ต้องดื่มให้หมดขวด

    เดือนที่ 1 - เดือนที่ 3 ในระยะนี้จะดื่มจนกว่าอาการทุกอย่างลดลงจนเป็นปกติซึ่งผู้ป่วยจะทราบได้เอง ให้ลดปริมาณสารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % โดยใช้ ปริมาณ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ดื่มแทนน้ำทั้งวัน

    ข้อควรงดในการใช้สารสกัดคลอโรฟิลส์บริสุทธิ์

    1. แตงโมเนื้อแดงๆ องุ่น ลำใย เนื่องจากมีการใช้ยาฆ่าแมลงมากและมีการตกค้างสูง

    2. ผงชูรส หรืออาหารที่มีผงชูรสปริมาณมากๆ ( เช่น สาหร่ายทะเลแผ่น ,บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ) น้ำอัดลมสีดำ น้ำส้มสายชู ของหมักของดอง (เช่น ปลาร้า หน่อไม้ ผักกาดดอง เป็นต้น) ยาฆ่าแมลงจากผัก ถ้ารับประทานผักให้รับประทานผักปลอดสารพิษ น้ำตาลทรายขาว(ให้ใช้น้ำตาลทรายแดงแทน)



    [กลับด้านบน]

    ไม่ได้เป็นโรคอะไร ร่างกายแข็งแรงออกกำลังกายทุกวัน มีสุขภาพที่ดี อยากทดลองดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เพื่อช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดีได้หรือไม่ ถ้าได้จะต้องดื่มอย่างไร....…?

  • กรณีการดื่มเพื่อสุขภาพ ให้ใช้สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % 5 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตรดื่มแทนน้ำตลอดทั้งวัน
  • จะช่วยในเรื่องสุขภาพ และช่วยในเรื่องการทำดีท็อกซ์ (Detox) การขับล้างสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย ทำให้มีภูมิต้านทานที่ดีขึ้น จะสังเกตได้ว่าเป็นหวัดน้อยลง



    [กลับด้านบน]

    ป่วยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้าย นั่งใกล้ใครไม่ได้มีกลิ่นเหม็นตลอด อยากดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายจะต้องดื่มอย่างไร...…?

  • ให้ใช้ชุดใหญ่ คลอโรฟิลล์ ขวดใหญ่ (473 ซีซี) 3 ขวด , แองเจิ้ล (Angel) 3 กล่อง
  • สัปดาห์แรก ช่วง 2 – 5 วันแรก ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ปริมาณ 5 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวันต้องดื่มให้หมดขวด ก่อนนอนให้ใช้แองเจิ้ล (Angel) รับประทาน 2 เม็ดก่อนนอน

    เดือนที่ 1 ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ปริมาณ 30 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวันต้องดื่มให้หมดขวด ก่อนนอนให้ใช้แองเจิ้ล (Angel) รับประทาน 2 เม็ดก่อนนอน

    เดือนที่ 2 ให้ลดปริมาณคลอโรฟิลล์บริสุทธ์ 100 % โดยใช้ ปริมาณ 20 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวันต้องดื่มให้หมดขวด ก่อนนอนให้ใช้แองเจิ้ล (Angel) รับประทาน 2 เม็ดก่อนนอน

    เดือนที่ 3 ให้ลดปริมาณคลอโรฟิลล์บริสุทธ์ 100 % โดยใช้ ปริมาณ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวันต้องดื่มให้หมดขวด ก่อนนอนให้ใช้แองเจิ้ล (Angel) รับประทาน 2 เม็ดก่อนนอน

    เดือนที่ 4 - 6 ให้ใช้ปริมาณคลอโรฟิลล์บริสุทธ์ 100 % โดยใช้ปริมาณ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน ต้องดื่มให้หมดขวด ก่อนนอนให้ใช้แองเจิ้ล (Angel) รับประทาน 2 เม็ดก่อนนอน

    *** หลังจากเดือนที่ 6 ให้ท่านตรวจเชื้อมะเร็งปากมดลูกอีกครั้ง***

    สำหรับตัวอย่างผู้ป่วย คุณขวัญ อยู่ฝั่ง สปป. ลาว เป็นมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้าย รักษาที่ รพ. ฝั่งไทย เบอร์ที่สอบถามอาการได้ ก็ โทร. 086- 2656083 และ โทร. 085-620-3387058 (สปป.ลาว)

    ข้อห้ามในการใช้สารสกัดบริสุทธิ์ในการฟื้นฟูโรคมะเร็งใน 3 เดือนแรก

    1. ห้ามทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด ยกเว้นเนื้อปลา

    2. แต่ห้ามทานปลาดังต่อไปนี้ คือ ปลาสลิด ปลาไหล ปลาดุก ปลาสวาย ปลานิล

    3. พยายามหลีกเหลี่ยง นมสัตว์ทุกชนิด แต่ทานน้ำนมข้าวได้

    4. ผักมีเมือกมาก

    5. ของสุกมากๆ และอาหารไหม้เกรียม ของร้อนมาก เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ต้มจับฉ่าย

    6. งดรับประทาน แตงโมเนื้อแดงๆ องุ่น ลำใย เนื่องจากมีการใช้สารเคมีมากและมีสารตกค้างสูง

    7. หลีกเลี่ยงการใส่ผงชูรสในอาหาร หรืออาหารที่มีผงชูรสปริมาณมากๆ ( เช่น สาหร่ายทะเลแผ่น ,เครื่องปรุงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ) น้ำอัดลมสีดำ น้ำส้มสายชู ของหมักของดอง (เช่น ปลาร้า หน่อไม้ ผักกาดดอง เป็นต้น) ยาฆ่าแมลงจากผัก งดการบริโภคน้ำตาลทรายขาวแต่ให้ใช้น้ำตาลทรายแดงแทน

    8. ยาต้มทุกชนิด



    [กลับด้านบน]

    มีกลิ่นตัวแรง อยากดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เพื่อช่วยฟื้นฟูจะต้องดื่มอย่างไร...…?

  • กรณีการดื่มเพื่อสุขภาพ ให้ใช้สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % 10 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตรดื่มแทนน้ำตลอดทั้งวัน
  • ช่วง 1-7 วัน หลังจากดื่มคลอโรฟิลล์จะสังเกตได้ว่า เมื่อมีเหงื่อออกกลิ่นตัวลดลงจนไม่ต้องใช้ยาดับกลิ่นกาย



    [กลับด้านบน]

    เป็นโรคเลือดจาง อยากทดลองดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เพื่อช่วยฟื้นฟูบ้าง สามารถดื่มได้หรือไม่...…?

  • สามารถดื่มได้เช่นกรณีอื่นๆ โดยให้ใช้สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ปริมาณ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ดื่มแทนน้ำตลอดทั้งวัน
  • ในช่วงเดือนที่ 1 หลังจากดื่มจะสังเกตได้ว่า เริ่มมีแรงสามารถทำงานได้ ตื่นนอนตอนเช้าเวลาลุกจากที่นอนจะมีแรงกระปี้กระเป่าขึ้น



    [กลับด้านบน]

    เห็นท่านที่เป็นมะเร็งในส่วนอื่นๆ ใช้คลอโรฟิลล์ฟื้นฟูได้ ถ้ากรณีคุณพ่อเป็นโรคมะเร็งปอดเนื่องจากสูบบุหรี่จัด สามารถดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ได้หรือไม่ และจะดื่มอย่างไร มีอาการข้างเคียงหรือไม่...…?

  • สามารถดื่มได้เช่นกรณีอื่นๆ โดยให้ใช้สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ขวดใหญ่ (473 ซีซี) แต่ดื่มแบบเข้มข้นเพื่อให้สารอาหารเป็นยา
  • สัปดาห์แรก ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ปริมาณ 5 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวันต้องดื่มให้หมดขวด เป็นเวลา 5 – 7 วัน

    เดือนที่ 1 ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ปริมาณ 30 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวันต้องดื่มให้หมดขวด

    ***หลังจากรับประทานไปแล้ว จะมีอาการไอ ออกเสมหะ มีอาการครั่นเนื้อ ครั่นตัว และบางรายเกิดอาการเป็นไข้สูง และถ้ามีอาการไออยู่แล้ว จะไอมากขึ้น เสมหะออกเขียวๆ ปนดำ ไม่ต้องตกใจให้ดื่มต่อในปริมาณที่กำหนด ใช้เวลาไม่นานอาการดังกล่าวจะหายไปเอง***

    เดือนที่ 2 ให้ลดปริมาณคลอโรฟิลล์บริสุทธ์ 100 % โดยใช้ ปริมาณ 20 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน และต้องดื่มให้หมดขวด

    เดือนที่ 3 ให้ลดปริมาณคลอโรฟิลล์บริสุทธ์ 100 % โดยใช้ ปริมาณ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวันต้องดื่มให้หมดขวด

    เดือนที่ 4 - 6 ให้ใช้ปริมาณคลอโรฟิลล์บริสุทธ์ 100 % โดยใช้ ปริมาณ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวันต้องดื่มให้หมดขวด

    *** หลังจากเดือนที่ 6 ให้ท่านตรวจเชื้อมะเร็งอีกครั้ง จะได้คำตอบ***

    คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ต่อร่างกายเนื่องจากเป็นสารสกัดจากพืชบริสุทธิ์ 100 % ไม่มีสารประกอบอื่นเจือปนจึงไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้



    [กลับด้านบน]

    เป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี สามารถดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ได้หรือไม่ และจะดื่มอย่างไร .....…?

  • สามารถดื่มได้แต่การช่วยเรื่องนิ่วในถุงน้ำดีมีข้อจำกัด และต้องใช้เวลา
  • ในช่วงเดือนที่ 1 ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ปริมาณ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน ต้องดื่มให้หมดขวด

    ***ผู้ป่วยจะปัสสาวะออกมา ปัสสาวะจะออกขุ่น พร้อมกับมีลิ่มเลือด หลังจาก 15 วันจะสังเกตอาการได้ โดยขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและขนาดของก้อนนิ่ว ว่ามีขนาดเท่าไร ถ้ามีขนาดเล็กก็จะช่วยได้ ถ้ามีขนาดใหญ่ ก็ไม่สามารถช่วยได้ กรณีมีขนาดใหญ่มากให้ใช้การผ่าตัด หรือใช้คลื่นสลายก้อนนิ่ว ให้ปรึกษากับทางโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา*** คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ จะช่วยได้แค่ให้มีสภาพร่างกายแข็งแรงและฟื้นฟูสภาพหลังการผ่าตัดได้เร็วเท่านั้น หรือช่วยเฉพาะก้อนนิ่วที่มีขนาดเล็กๆ เท่านั้น

    เดือนที่ 2 ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ปริมาณ 20 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน ต้องดื่มให้หมดขวด

    ข้อห้ามในการใช้คลอโรฟิลส์ฟื้นฟู

    หลีกเลี่ยงการบริโภค ผงชูรส หรืออาหารที่มีผงชูรสปริมาณมากๆ ( เช่น สาหร่ายทะเลแผ่น , บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ) น้ำอัดลมสีดำ น้ำส้มสายชู ของหมักของดอง (เช่น ปลาร้า หน่อไม้ ผักกาดดอง เป็นต้น) ยาฆ่าแมลงจากผัก น้ำตาลทรายขาวให้ใช้น้ำตาลทรายแดง



    [กลับด้านบน]

    เป็นโรคนิ่วในไต สามารถดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ได้หรือไม่ และจะดื่มอย่างไร.....…?

  • สามารถดื่มได้เช่นเดียว กับกรณีนิ่วในถุงน้ำดี
  • ในช่วงเดือนที่ 1 ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ปริมาณ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน ต้องดื่มให้หมดขวด

    ***ผู้ป่วยจะปัสสาวะออกมา ปัสสาวะจะออกขุ่นพร้อมกับมีลิ่มเลือด หลังจาก 15 วันจะสังเกตอาการได้ โดยขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและขนาดของก้อนนิ่ว ว่ามีขนาดเท่าไร ถ้ามีเม็ดขนาดเล็กก็จะช่วยได้ ถ้ามีขนาดใหญ่ก็ไม่สามารถช่วยได้ กรณีมีขนาดใหญ่มากให้ใช้การผ่าตัด หรือใช้คลื่นสลายก้อนนิ่ว ให้ปรึกษากับทางโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา*** คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ จะช่วยได้แค่ให้มีสภาพร่างกายแข็งแรงและฟื้นฟูสภาพหลังการผ่าตัดได้เร็วเท่านั้น หรือช่วยเฉพาะก้อนนิ่วที่มีขนาดเล็กๆ เท่านั้น

    เดือนที่ 2 ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ปริมาณ 20 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน ต้องดื่มให้หมดขวด

    ข้อห้ามในการใช้คลอโรฟิลส์ฟื้นฟู

    หลีกเลี่ยงการบริโภค ผงชูรส หรืออาหารที่มีผงชูรสปริมาณมากๆ ( เช่น สาหร่ายทะเลแผ่น , บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ) น้ำอัดลมสีดำ น้ำส้มสายชู ของหมักของดอง (เช่น ปลาร้า หน่อไม้ ผักกาดดอง เป็นต้น) ยาฆ่าแมลงจากผัก น้ำตาลทรายขาวให้ใช้น้ำตาลทรายแดง



    [กลับด้านบน]

    เป็นโรคกลาก เกลื้อน รวมทั้งโรคผิวหนังสามารถใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ทาในบริเวณที่เป็นได้หรือไม่ .....…?

    กรณีเป็นโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน ไม่สามารถใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ทาบริเวณที่เป็นได้ จึงไม่แนะนำให้ใช้ แต่แนะนำให้ใช้ยาทารักษาเฉพาะโรคผิวหนังจะดีกว่า หาซื้อได้ตามร้านขายยาโดยทั่วไป



    [กลับด้านบน]

    คลอโรฟิลล์สด มีสารอะไรที่มีประโยชน์ ทำไมจึงมีประสิทธิภาพสูงมาก…..…?

    คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์สด 100 % สกัดเย็นทำให้สารอาหารที่มีคุณค่ายังคงอยู่อย่างครบถ้วน แร่ธาตุที่สำคัญ ได้แก่ เอนไซด์ ไลเปส(Lipase) อามีเลส(Amylase) โคกูเลส(Coagulase) อีมัลชิน(Emulsin)

    แร่ธาตุที่สำคัญแก่ร่างกาย ได้แก่ เหล็ก โปแตสเซียม ทองแดง สังกะสี แมงกานีส โซเดียม ฟอสฟอรัส แคลเซี่ยม ไวตามินต่างๆ เช่น ไวตามิน B1 , B6 , C , E, D , K, ไนอะซีน , ไบโอทิน และ แพนโทธีนิค

    อัลฟัลฟ่าจะให้สารอาหารจำนวนโปรตีน ที่ทำให้กรดกรดอะมิโนที่จำเป็นครบทั้ง 8 ชนิด ได้แก่ กรดอะมิโนไลโซลิวซีน ลิวซีน ไลซีน เมไธโอมีน ฟีนอลอะลามีน เทรโอนิน ทริปโตฟาน และ วาลีน

    คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ไม่ผสมสารแต่งกลิ่นธรรมชาติ , น้ำผลไม้ , วัตถุกันเสีย และสารกันบูด

    ชนิดของเกลือแร่และประโยชน์ที่มีต่อร่างกาย



    [กลับด้านบน]

    ป่วยเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว อยากดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์เพื่อช่วยฟื้นฟู จะดื่มอย่างไร …..…?

    ในระยะเวลา 5 วันแรก ให้ใช้ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน

    ในระยะเวลา 5 วันแรก การดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ดื่มเพื่อการปรับสภาพร่างกาย เพื่อให้ได้รับสารอาหารจากพืชผัก

    วันที่ 6 – เดือนที่ 3 ให้ใช้สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ปริมาณ 15 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน

    * ในช่วงระยะเวลาดื่มคลอโรฟิลล์ อาการโรคลิ้นหัวใจรั่ว จะไม่มีการตอบโต้การบำบัดของโรคมากนัก อาการทุกอย่างของผู้ป่วยจะดีขึ้นเรื่อยๆ จากอาการที่เคยไม่มีแรง ก็จะกลับมีแรงขึ้น อาการจุกแน่นในหน้าอกก็จะมีอาการเบาบางลง

    * ปฏิกิริยาตอบโต้การบำบัดจะแสดง ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีโรคอื่นๆ แทรกซ้อน ก็จะเกิดสภาวะของโรคนั้นขึ้นมา ให้ดื่มต่อไปอาการต่างๆ ก็จะหายไปเอง

    เดือนที่ 4 ให้ลดปริมาณคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เป็นปริมาณ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน

    * ห้ามทานผงชูรส น้ำอัดลมที่มีสีดำ น้ำตาลทรายขาว ยาฆ่าแมลงจากผักและผลไม้



    [กลับด้านบน]

    ป่วยเป็นโรครูมาตอยด์ เป็นมาตั้งแต่ปี 2537 ดื่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาแล้วทุกอย่างที่ว่าดี ใครแนะนำลองมาหมด อยากดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์บ้างจะดื่มอย่างไร…..…?

    โรครูมาตอยด์ เป็นโรคที่ต้องใช้ความอดทดสูงมาก เพราะจะเกิดอาการปวดอย่างมาก จนบางครั้งเลิกใช้ผลิตภัณฑ์ไปเลยเพราะทนปวดไม่ไหว ถ้าท่านอยากทราบว่าคลอโรฟิลล์สดจะช่วยท่านได้หรือไม่ ? ให้ทดลองใช้ปริมาณ 15 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ผสมน้ำ ทดลองดื่มเพียง 3 ขวดผสมน้ำ ขวดละ 1 วัน (ดื่มให้หมดขวด) ก็จะทราบได้ ถ้าหากมีอาการปวดก็หมายความว่า มีโอกาสฟื้นฟูอาการเจ็บป่วยจากโรคนี้ได้

    ในระยะเวลา 5 วันแรก ให้ใช้ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน

    ***ในระยะเวลา 5 วันแรก การดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ดื่มเพื่อการปรับสภาพร่างกาย เพื่อให้ได้รับสารอาหารจากพืชผัก

    วันที่ 6 – เดือนที่ 3 ให้ใช้สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ปริมาณ 15 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน

    *** ในระยะ – 7 วัน จะมีการสลายกรดยูริคตามข้อ อาการที่ท่านสังเกตได้คือ มีการปวดมากขึ้นตามข้อ บางท่านอาจทนไม่ได้ อาจลดปริมาณลงเหลือ 5 - 10 ซีซี ต่อน้ำ 1.5 ลิตร และให้ใช้วิธีดื่มน้ำอุ่นตามหรือใช้น้ำอุ่นประคบเพื่อบรรเทาอาการปวด ถ้ายังไม่ดีขึ้นสามารถใช้ยาแก้ปวดแผนปัจจุบันร่วมด้วยได้ ในระยะนี้ผู้ป่วยบางท่านปวดมากจนลุกไม่ได้ และรายอาจทนไม่ได้จนเลิกดื่ม แต่ให้ท่านทนดื่มต่อไปสักระยะหนึ่งอาการปวดจะทุเลาลง

    เดือนที่ 4 ให้ลดปริมาณคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เป็นปริมาณ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน

    * ห้ามทานผงชูรส น้ำอัดลมที่มีสีดำ น้ำตาลทรายขาว ยาฆ่าแมลงจากผักและผลไม้

    * ลดปริมาณการทานสัตว์ปีก และเครื่องในสัตว์ทุกชนิด

    * งดอาหารทะเล หน่อไม้

    3C/font>


    [กลับด้านบน]

    อยากทราบว่า อา%A การเวียนหัว ตาพร่ามัว ระดับ% ท่ากัน ใช้ได้หรือไม่ ข C2่างผู้ที่เคยป่วยเป็นอาการลักษณะ% D0ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์มาแล้ว คำ%B 1คุณ พิราวรรณ..…?

    ตัวอย่าง ผู้ที่เคยมีอาการระดับน้ำในหูไม่เท่ากัน เดินเซ ให้สอบถามที่คุณ เตือนใจ กลิ่นสุคนธ์ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โทร. 086-8360250 ทุกวัน

    ***ในระยะเวลา 5 วันแรก การดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ในปริมาณ 5 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ดื่มขวดละ 1 วัน (ดื่มให้หมดขวด) ดื่มเพื่อการปรับสภาพร่างกาย เพื่อให้ได้รับสารอาหารจากพืชผัก

    * ห้ามทานผงชูรส น้ำอัดลมที่มีสีดำ น้ำตาลทรายขาว ยาฆ่าแมลงจากผักและผลไม้



    [กลับด้านบน]

    ทำไมต้องดดื่มน้ำอัดลม ทำไมจึงมีโทษ..…?

    น้ำอัดลมนั้นจริงๆ เราดื่มเพื่อให้ความสดชื่น ดังนั้นเวลาเราเหนื่อยหรือเสียเหงื่อมากๆ หรือดับกระหายคลายร้อนจึงมักนิยมดื่มกัน หรือมักดื่มในงานเลี้ยงต่างๆ แต่ลองมาศึกษาข้อมูลจะพบว่า…

    น้ำอัดลม 1 กระป๋องหรือ 1 ขวด นอกจากจะมีน้ำ และน้ำตาลเป็นส่วนผสมหลักแล้ว ยังมีส่วนผสมของกรดคาร์บอนิก และกรดฟอสฟอริกด้วย ซึ่งกรดเหล่านี้มีคุณสมบัติทำให้น้ำอัดลมเกิดฟอง และทำให้รู้สึกซ่าขณะดื่ม แต่ในขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติในการขัดขวางการดูดซึมของแคลเซี่ยมที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะเด็กๆ ที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต

    กรดคาร์บอนิก เป็นกรดที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาเคมีระหว่างน้ำ กับ คาร์บอนไดออกไซด์ และด้วยคุณสมบัติเฉพาะโดยทั่วไปมักทำปฏิกิริยาได้ดีกับหินปูน กรดคาร์บอนิกจึงทำลายแคลเซี่ยมในส่วนที่เป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟัน จึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน ก่อนถึงวัยอันสมควร

    กรดฟอสฟอริก คือ กรดที่มีฟอสฟอรัสเป็นส่วนประกอบ โดยปกติแล้วฟอสฟอรัสจะต้องทำงานร่วมกับแคลเซี่ยม และต้องพยายามรักษาสัดส่วนของฟอสฟอรัสและแคลเซียมในเลือดให้ได้ เท่ากับ 1:2 เพื่อเป็นกลไกที่จะป้องกันไม่ให้เลือดเรามีสารเป็นกรด และเมื่อใดที่ร่างกายได้รับฟอสฟอรัสมากเกินไป ร่างกายจำเป็นต้องสลายแคลเซี่ยมจากกระดูกมาใช้ในการปรับกลไกให้สมดุล ดังนั้นการดื่มน้ำอัดลมจึงทำให้กระดูกสึกกร่อนง่าย และนำไปสู่การขาดแคลนแคลเซี่ยมได้ในอนาคต

    ดังนั้น จึงต้องจัดอยู่ในกลุ่มอาหารทำลายกระดูกที่ควรงดเว้นช่วงใช้ วิธีธรรมชาติบำบัด



    [กลับด้านบน]

    เล่าให้เพื่อนฟังในเรื่อง สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % แต่เพื่อนบอกว่าแพงมากๆ ขวด ใหญ่ 473 ซีซี ราคาตั้ง 2,500 บาท (ราคาสมาชิกไม่รวมค่าจัดส่ง) ทำไมคลอโรฟิลล์ที่กลุ่มบ้านสมุนไพรนำมาจำหน่ายจึงมีราคาแพงกว่ายี่ห้ออื่นในท้องตลาดมากๆ ในท้องตลาดแบบผงขายในราคา ประมาณ 700 บาท ต่อ 1 กระปุกก็มีอยู่มากมาย ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ตกลงจะทราบได้อย่างไร ? ถ้าเทียบกับประมาณเนื้อคลอโรฟิลล์จริงๆ ช่วยตอบด้วย คำถามจาก คุณ วิจิตร์ จ.ชลบุรี..…?

    ให้ลองเปรียบเทียบปริมาณเนื้อสารคลอโรฟิลล์ในผลิตภัณฑ์ดังนี้ คือ ให้สังเกตข้อความที่ฉลาก โดยระบุว่า “โซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลลิน” หรือ “Soduim Copper Chlorophyllin” และมีปริมาณ คอปเปอร์ คลอโรฟิลลิน ผสมอยู่ที่ 1.59 % หมายถึง ใน 100 ส่วนมีเนื้อคลอโรฟิลล์ผสมอยู่ 1.59 ส่วน

    การคิดปริมาณคลอโรฟิลล์ในผลิตภัณฑ์โดยทั่วไป

    ใน 1 ช้อนชา ผลิตภัณฑ์ระบุมีปริมาณ คลอโรฟิลล์ (โซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลลิน) = 0.039 กรัม

    ใน 1 กระปุกผลิตภัณฑ์มีปริมาณ 45 ช้อนชา หรือผสมน้ำเพื่อดื่มได้ 45 ครั้ง (servings)

    ดังนั้น ใน 1 กระปุกผลิตภัณฑ์ มีปริมาณเนื้อคลอโรฟิลล์ (คอปเปอร์ คลอโรฟิลลิน) ผสมอยู่

    = 45 x 0.039 x 1.59 % กรัม

    = 0.03 กรัม

    ราคาที่จำหน่ายต่อ 1 กระปุกผลิตภัณฑ์ = 700 บาท

    ***ดังนั้นเนื้อคลอโรฟิลล์ 0.03 กรัม (g) จึงขายในราคา 700 บาท***

    การคิดปริมาณคลอโรฟิลล์ในผลิตภัณฑ์คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ตราบ้านสมุนไพร

    คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ขวดใหญ่ ปริมาณ 473 มิลลิลิตร (ซีซี) ราคาจำหน่ายสำหรับสมาชิกที่ 2,500 บาท

    ปริมาณคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ (Pure Chlorophyll) ปริมาณ 15 ซีซี ให้ปริมาณคลอโรฟิลล์ 120 มิลลิกรัม หรือ 0.12 กรัม (g)

    คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ขวดใหญ่ ปริมาณ 473 มิลลิลิตร (ซีซี) ราคาจำหน่ายสำหรับสมาชิกที่ 2,500 บาท

    ปริมาณ 473 ซีซี ให้ปริมาณคลอโรฟิลล์ = 0.120 x 100 % x (473 / 15) กรัม (g) = 3.784 กรัม (g)

    ***ดังนั้นใน 1 ขวด (473 ซีซี) จึงมีเนื้อคลอโรฟิลล์ = 3.784 กรัม (g) จึงขายในราคา 2,500 บาท***

    การคิดเปรียบเทียบในด้านปริมาณผลิตภัณฑ์

    คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ (pure chlorophyll) ราคา 2,500 บาท ให้ปริมาณเนื้อสารคลอโรฟิลล์ = 3.784 กรัม

    ดังนั้นอัตราส่วนเนื้อสารต่อราคา = 3.784/ 2,500 = 0.0015 กรัม / บาท

    คลอโรฟิลล์ทั่วไป ราคา 700 บาท ให้ปริมาณเนื้อสารคลอโรฟิลล์ = 0.03 กรัม

    ดังนั้นอัตราส่วนเนื้อสารต่อราคา = 0.03/ 700 = 0.00004 กรัม / บาท

    *** สรุปการคิดเปรียบเทียบในด้านปริมาณผลิตภัณฑ์ ***

    ดังนั้นสรุปอัตราส่วนต่อราคาคลอโรฟิลล์โดยทั่วไปมีปริมาณน้อยกว่าคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์อยู่ = 0.0015/ 0.00004 = 38 เท่าตัว

    ดังนั้นสรุปนั้นก็คือ คลอโรฟิลล์ทั่วไป 38 กระปุกผลิตภัณฑ์ เท่ากับ คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 1 ขวดใหญ่ (473 ซีซี)

    การคิดเปรียบเทียบในด้านราคาผลิตภัณฑ์

    ถ้าคิดปริมาณสารคลอโรฟิลล์ที่เท่ากัน นั้นคือ 1 ขวดใหญ่ ต้องใช้ผลิตภัณฑ์คลอโรฟิลล์กระปุกจำนวน 38 กระปุกผลิตภัณฑ์

    นั้นคือต้องใช้ เงินเป็นจำนวนทั้งสิ้น = 38 x 700

    = 26,600 บาท

    ***นั้นคือ สรุปคลอโรฟิลล์ผงทั่วไปแพงกว่าคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ = 26,600 / 2,500 บาท = 10 เท่าตัว ***

    สรุปง่ายๆ ถ้ายังงงในวิชาเคมี เรื่องปริมาณสารสัมพันธ์ และสับสนเรื่องของสมการตัวเลข ก็ลองนึกง่ายๆ ล่ะกันว่า สาร 100 % กับ สาร 2 % ที่ปริมาณเท่ากัน จะมีปริมาณสารต่างกันขนาดไหน ?



    [กลับด้านบน]

    ถ้ากรณีเป็นคลอโรฟิลล์ชนิดน้ำ (Liquid Alfalfa Extract) ฉลากข้างผลิตภัณฑ์ระบุว่า “สารสกัดอัลฟัลฟ่า 0.80 %” หรือ ภาษาอังกฤษเขียนว่า “Alfalfa Extract 0.80 % “ ใช่คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % หรือไม่ และจะสามารถสังเกตได้อย่างไร...…?

    ให้สังเกตคำว่า“สารสกัดอัลฟัลฟ่า 0.80 %” หรือ “Alfalfa Extract 0.80 % “ หมายความว่า ถ้าผลิตภัณฑ์มีปริมาณ 100 ซีซี จะให้สารสกัดคลอโรฟิลล์เท่ากับ 0.80 ซีซี ส่วนที่เหลือเป็นน้ำ หรือสารประกอบเพิ่มเติม = 100 – 0.80 = 99.20 ซีซี จึงไม่ใช่คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ หมายถึง ในเนื้อสารต้องมีคลอโรฟิลล์เพียงอย่างเดียว และต้องมีคลอโรฟิลล์มากกว่า 95 %



    [กลับด้านบน]

    ถ้ากรณีต้องการทราบปริมาณคลอโรฟิลล์ในส่วนผสมจากฉลากข้างผลิตภัณฑ์ สามารถสังเกตได้อย่างไร...…?

    ให้สังเกตคำว่า“โซเดียมคอปเปอร์คลอโรฟิลลิน” หรือภาษาอังกฤษว่า “ Sodium Copper Chlorophyllin “

    ตัวอย่าง ผลิตภัณฑ์ตัวอย่างระบุปริมาณโซเดียมคอปเปอร์คลอโรฟิลลิน (Sodium Copper Chlorophyllin) = 10 %

    หมายความว่า มีปริมาณเนื้อสารคลอโรฟิลล์ = 10 % ส่วนที่เหลืออีก 90 % สารประกอบเพิ่มเติม



    [กลับด้านบน]

    คลอโรฟิลล์ที่ผลิตและนำมาขายในประเทศไทยมีอยู่กี่ชนิด สามารถสังเกตอย่างง่ายได้อย่างไร...…?

    ปัจจุบันที่จำหน่ายมีอยู่ 2 ชนิดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแบบน้ำ หรือแบบผงก็ตามสามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้คือ



    [กลับด้านบน]

    ความหวาน การกินหวาน(เช่น ขนมหวาน ผลไม้ น้ำผลไม้ น้ำหวาน น้ำอัดลม) มีผลดีหรือโทษต่อร่างกายแน่ ? พอจะหาข้อมูลศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ไหนต้องการอ่านเพิ่มเติมแนะนำด้วย...…?

    คำถามนี้ ต้องศึกษาเรื่อง “ความหวานอันตราย” จึงขออ้างอิงข้อมูลจากหนังสือ “ทำไมคุณถึงป่วย ?” อีกมุมหนึ่งของความรู้สุขภาพที่หมอของคุณอาจไม่เคยบอกคุณมาก่อน เรียบเรียงโดย นายแพทย์เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์ ลองหาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไปตามห้างสรรพสินค้า หมายเลข ISBN 987-974-88156-5-7 (หน้าปกสีฟ้า เป็นเล่ม 1 ตามภาพด้านล่าง) ของสำนักพิมพ์ บริษัท ฟ้าอภัย จำกัด ลองหามาอ่านดูมีประโยชน์มาก และก็มีงานวิจัยจำนวนมากที่กล่าวถึงเรื่องอันตรายจากความหวาน

    การบริโภคหวานเกิดอะไรต่อร่างกายของเรา คำจำกัดความของคำว่า “หวาน” หมายถึง ขนมหวาน ผลไม้ น้ำผลไม้ น้ำหวาน น้ำอัดลม และทุกอย่างที่หวาน

    ก็จะสรุปเรื่องอันตรายของความหวานให้ฟังมีอยู่ถึง 110 ชนิดดังนี้

    1. กดการทำงานของภูมิต้านทาน

    2. ทำลายสมดุลของเกลือแร่ต่างๆ ในร่างกาย

    3. ทำให้สมาธิสั้น ความวิตกกังวล อารมณ์แปลกประหลาดในเด็ก

    4. ทำให้ระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง

    5. ทำให้ความสามารถในการต้านมานเชื้อโรคลดลง

    6. ทำให้ความยืดหยุ่นและการทำงานของเนื้อเยื่อต่างๆ ลดลง

    7. ทำให้ระดับ HDL ลดลง

    8. ทำให้ร่างกายขาดธาตุโครเมี่ยม

    9. นำไปสู่การเป็นมะเร็งเต้านม รังไข่ ต่อมลูกหมาก ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย

    10. ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารสูงขึ้น

    11. ทำให้ร่างกายขาดธาตุทองแดง

    12. รบกวนการดูดซึมของแคลเซี่ยมและแมกนีเซี่ยมที่ลำไส้

    13. ทำให้สายตาแย่ลง

    14. ทำให้ระดับของสารสื่อกลางในสมองบางตัว เช่น โดปามีน เซโรโตนีน นอเอ็ฟปิเน็บฟริน สูงขึ้น

    15. ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) ข้อนี้อธิบายได้ว่า เมื่อเรากินหวานน้ำตาลจะถูกดูดซึมจากทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากในช่วงครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง หลังจากการกินหวาน หลังจากนั้นฮอร์โมนอินซูลินจะถูกหลั่งออกมาจากตับอ่อนทำให้เกิดการนำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลต่ำลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน นำไปสู่ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) ในระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงหลังกินหวาน

    16. ทำให้ระบบทางเดินอาหารเป็นกรด

    17. ทำให้เกิดการหลั่งแอดรีนาลินอย่างรวดเร็วในเด็ก

    18. ทำให้เกิดภาวะดูดซึมสารอาหารผิดปกติที่ลำไส้

    19. ทำให้แก่เร็ว

    20. นำไปสู่การเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง

    21. ทำให้ฟันผุ

    22. ทำให้อ้วน

    23. เพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล

    24. ทำให้แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น

    25. ทำให้เกิดข้อต่างๆ อักเสบ

    26. ทำให้เกิดโรคหอบหืด

    27. ทำให้เกิดโรคติดเชื้อราได้ง่าย

    28. ทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี

    29. ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

    30. ทำให้เกิดไส้ติ่งอักเสบ

    31. ทำให้เกิดโรค multiple sclerosis

    32. ทำให้เกิดริดสีดวงทวาร

    33. ทำให้เกิดเส้นเลือดขอด

    34. อาจทำให้เกิดภาวะเบาหวานในคนที่ใช้ยาคุมกำเนิด

    35. ทำให้เกิดโรคเหงือก

    36. ทำให้กระดูกผุ

    37. ทำให้น้ำลายเป็นกรด

    38. ทำให้ร่างกายเกิดภาวะไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลิน

    39. ทำให้ glucose tolerance ลดลง

    40. ทำให้ growth hormone ลดลง

    41. ทำให้โคเลสเตอรอลสูงขึ้น

    42. ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

    43. ทำให้เกิดอาการง่วงซึมในเด็ก

    44. ทำให้ปวดศีรษะไมเกรน

    45. รบกวนการดูดซึมโปรตีนในทางเดินอาหาร

    46. ทำให้เกิดภูมิแพ้

    47. นำไปสู่การเป็นเบาหวาน

    48. ทำให้เกิดภาวะการตั้งครรภ์เป็นพิษ

    49. ทำให้เด็กเป็นโรคผิวหนังที่เรียกว่า เอ็กซีม่า (eczema)

    50. ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด อธิบายได้ดังนี้คือ เมื่อมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง น้ำตาลจะกระตุ้นให้เกิด อนุมูลอิสระ (free radicals) ได้ง่ายขึ้นและมากขึ้นภายในหลอดเลือดและอนุมุลอิสระเหล่านี้ก็จะทำลายผนังหลอดเลือดทั่วไปหมด โดยทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งตัวและหนา ถ้าผนังหลอดเลือดแข็งตัวขึ้นก็จะทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น จนวันหนึ่งกลายเป็นโรคความดันโลหิตสูง ถ้าผนังหลอดเลือดหนาตัวขึ้นก็จะทำให้ หลอดเลือดแคบหรือตีบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะนั้น ไม่เพียงพอ และนี่ก็คือที่มาของโรคหัวใจและหลอดเลือด

    51. ทำให้เกิดความผิดปกติของ DNA ได้

    52. สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชองโปรตีนได้

    53. ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น โดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของคอลลาเจน

    54. ทำให้เป็นต้อกระจก

    55. ทำให้เป็นโรคถุงลมโป่งพองได้

    56. ทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งตัวและหนาตัวได้

    57. ทำให้ไขมัน LDL สูงได้

    58. ทำให้เกิดอนุมูลอิสระในกระแสเลือดได้

    59. ทำให้เอนไซม์ในร่างกายทำงานลดลง

    60. สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของโปรตีนในร่างกายอย่างถาวรได้

    61. ทำให้ตับโตโดยเกิดการแบ่งตัวของเซลล์ตับเพิ่มขึ้น

    62. ทำให้ไขมันในตับเพิ่มขึ้น

    63. ทำให้ขนาดของไตโตขึ้นและมีการทำลายไต

    64. ทำลายตับอ่อน

    65. ทำให้ร่างกายเกิดภาวะบวมน้ำได้

    66. เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ยับยั้งการเคลื่นไหวของลำไส้

    67. ทำให้สายตาสั้น

    68. ทำให้เยื่อบุเส้นเลือดฝอยทำงานไม่ดี

    69. ทำให้เส้นเอ็นไม่แข็งแรง

    70. ทำให้ปวดศีรษะ

    71. ทำให้ตับอ่อนหมดสภาพทำงานไม่ไหว

    72. ทำให้ผลการเรียนของเด็กตกต่ำลง

    73. ทำให้คลื่นสมองที่เรียกว่า เดลต้า อัลฟา เธตา เพิ่มสูงขึ้น

    74. ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า

    75. เพิ่มโอกาสที่จะเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร

    76. ทำให้อาหารไม่ย่อย

    77. เพิ่มโอกาสที่จะเป็นโรคเก๊าท์

    78. การกินน้ำตาลทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสเพิ่มสูงขึ้นในการทำ oral glucose tolerance test เมื่อเปรียบเทียบกับการกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

    79. คนที่กินหวานมากจะทำให้เกิดภาวะ insulin resistance ได้มากกว่าคนที่กินหวานน้อย

    80. ทำให้เพิ่มการหมักหมมของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่

    81. ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของ albumin และ lipoprotein ลดลง ทำให้ร่างกายเกิดปัญหากับการจัดการไขมันและคลอเลสเตอรอล

    82. เพิ่มโอกาสเสี่ยงอย่างมากในการที่จะเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบ เป็นแผลเรื้อรัง (Crohn’s disease)

    83. ทำให้เกล็ดเลือดเกาะตัวกันเป็นก้อน

    84. ทำให้ฮอร์โมนผิดปกติ

    85. ทำให้เกิดนิ่วในไต

    86. ทำให้สมองส่วน Hypothalamas ทำงานผิดปกติ

    87. ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ

    88. ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินในเลือดเพิ่มสูงขึ้นและอาจนำไปสู่ภาวะ hyperinsulinemia

    89. ทำให้ปัญหาการอุดตันของหลอดเลือดเล็กๆ ส่วนปลายที่เกิดจากเกล็ดเลือดเกาะตัวกันเป็นก้อนเพิ่มสูงขึ้น

    90. ทำให้เกิดมะเร็งของท่อน้ำดี

    91. ทำลายสารต้านทานอนุมูลอิสระในร่างกาย

    92. ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์แล้วทานหวานมาก มีโอกาสที่เมื่อคลอดทารกออกมาแล้ว ทารกจะมีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน

    93. ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์แล้วทานหวานมาก มีโอกาสที่จะคลอดก่อนกำหนด

    94. ทำให้อาหารเคลื่อนตัวผ่านทางเดินอาหารช้าลง

    95. ทำให้น้ำดีเข้มข้น และเอนไซม์ของแบคทีเรียในลำไส้เข้มข้นเพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

    96. ทำให้ fasting blood sugar สูงขึ้น

    97. ทำลายเอนไซม์ phosphatase ทำให้การย่อยอาหารยากขึ้น ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง ได้ตั้งแต่เด็กจนไปถึงผู้ใหญ่

    98. เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเป็นมะเร็งถุงน้ำดี

    99. เป็นสารเสพติดและก่อให้เกิดภูมิแพ้อย่างแรง เวลาเราอยากกินหวานๆ สมองจะมีปฏิกิริยาเหมือนเราได้เสพมอร์ฟีน เฮโรอีน และโคเคนสรุปง่ายๆ ก็คือ ความหวานกระตุ้นศูนย์ที่รับรู้ความติดใจในสมองที่เดียวกับมอร์ฟีน เฮโรอีนและโคเคน

    100. น้ำตาลเป็นพิษได้เหมือนแอลกอฮอล์ (sugar can be intoxicating , similar to alcohol)

    101. ทำให้อาการไม่พึงประสงค์ต่างๆ ก่อนการมีประจำเดือนเป็นมากขึ้น

    102. กดการทำงานของเม็ดเลือดขาว (Sugar suppress lymphocyte) สรุปง่ายๆ ก็คือ กดการทำงานของภูมิต้านทานนั้นเอง ตัวอย่าง ถ้าคุณกินน้ำอัดลม 1 กระป๋อง หรือกาแฟใส่น้ำตาล 1 ถ้วยแล้วตามด้วยขนมหวาน 1 ชิ้น เม็ดเลือดขาวของคุณจะทำงานลดลง 75 % และจะเป็นอยู่อย่างนี้นาน 6 – 8 ชั่วโมงกว่าจะกลับมาทำงานตามปกติ

    103. ลดการกินหวานจะช่วยทำให้อารมณ์แปรปรวนลดลง

    104. ถ้าเรากินคาร์โบไฮเดรตในรูปของของหวาน จะทำให้เกิดไขมันได้ 2-5 เท่า เมื่อเทียบกับเรากินคาร์โบไฮเดรตในรูปของคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวและธัญพืชต่างๆ

    105. การดูดซึมอย่างรวดเร็วของน้ำตาลส่งเสริมให้คนอ้วนทั่วไปกินอาหารได้เพิ่มขึ้น

    106. ทำให้อาการของเด็กสมาธิสั้นแย่ลง

    107. ทำให้ระดับเกลือแร่ในปัสสาวะเปลี่ยนแปลง

    108. ทำให้ความสามารถในการทำงานของต่อมหมวกไตลดลง (ทำให้ความสามารถในการทนต่อความเครียดลดลง)

    109. ทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานที่ผิดปกติ และทำให้เกิดภาวะเสื่อมต่ออวัยวะต่างๆ

    110. เป็นปัจจัยเสี่ยงอันหนึ่งในการทำให้เป็นมะเร็งปอด

  • ข้อที่ควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการกินหวาน
  • ความหวานเป็นอาหารที่ดีที่สุดของมะเร็ง มะเร็งจะโตเร็วมากถ้าคนไข้มะเร็งกินหวานๆ (ขนมหวาน ผลไม้ น้ำผลไม้ น้ำหวาน น้ำอัดลม) เพราะเมื่อเซลล์กลายเป็นมะเร็ง พวกมันจะดำรงชี่พด้วยน้ำตาลโดยตรง ถ้าคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง ให้หลีกเหลี่ยงอาหารหวาน น้ำตาลเลี้ยงมะเร็ง เซลล์มะเร็งมี Glucose receptor จุดสำหรับดูดซึมน้ำตาลเข้าเซลล์มากกว่าเซลล์ปกติถึง 24 เท่า แสดงให้เห็นว่าเซลล์มะเร็งมีความสามารถดูดซึมน้ำตาลได้เร็วมากและจำนวนมาก ฉะนั้นคนไข้มะเร็งที่กินหวานก็เท่ากับส่งเสบียงให้เซลล์มะเร็งโดยตรง เมื่อเซลล์มะเร็งโตเร็วก็จะลามเร็ว และเมื่อมะเร็งลามเร็วก็จะตายเร็วขึ้นนั้นเอง ดังนั้นคนที่มาแนะนำว่า ผลิตภัณฑ์ผลไม้รวมนานาชนิดช่วยรักษาฟื้นฟูโรคมะเร็งได้จึงควรจะคิดให้ดีก่อน

    สรุปอันตรายจากความหวานสามารถอธิบายได้ตาม Diagram ดังต่อไปนี้



    [กลับด้านบน]

    ถ้าข้อมูลที่ว่าความหวานมีอันตราย กรณีถ้าเรากินข้าวก็ได้น้ำตาลเหมือนกัน อย่างนี้ไม่อันตรายจากความหวานของน้ำตาลจากข้าวหรือ...…?

    การที่เรากินข้าว กับกินน้ำตาลทำไมน้ำตาลจึงเกิดผลเสียมากกว่า สามารถอธิบายได้ดังนี้

    สมมุติว่า กินผลไม้ 1 กิโลกรัม แล้วได้น้ำตาล 1 กิโลกรัม กับ กินข้าว 1 กิโลกรัม แล้วได้น้ำตาล 1 กิโลกรัม ทั้งๆ ที่ปริมาณเท่าๆ กัน

    เวลากินผลไม้ น้ำตาลในผลไม้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวหรือโมเลกุลคู่อยู่แล้ว แทบไม่ต้องย่อยเลยเพราะฉะนั้นใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที หลังจากกินน้ำตาลเข้าไป จะถูกตับเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคสอย่างรวดเร็ว และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดจนหมด จึงเกิดภาวะน้ำตาลสูงในเลือด เมื่อเลือดไปถึงเซลล์ก็จะพาน้ำตาลเหล่านี้ไปท่วมเซลล์ต่างๆ ของร่างกายด้วย ก็จะเกิดปัญหากับเซลล์แน่นอน แต่เวลากินข้าวน้ำตาลในข้าวเป็นน้ำตาลโมเลกุลเชิงซ้อน ต้องเสียเวลาย่อยประมาณ 90 นาที ดังนั้นน้ำตาลจากการแปรรูปของข้าว 1 กิโลกรัมจะค่อยๆ ถูกย่อยแล้วค่อยๆ ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ จึงไม่เกิดภาวะน้ำตาลสูงเฉียบพลันหรือไปท่วมอยู่ที่เลือด ทำให้ไม่เกิดปัญหากับเซลล์ในร่างกาย ดังนั้น เวลาเรากินข้าวจึงเกิดประโยชน์ไม่เกิดโทษเหมือนเวลากินผลไม้ ทั้งๆที่มีปริมาณน้ำตาลเท่ากัน

    สรุปและเรียบเรียง จากหนังสือ “ทำไมคุณถึงป่วย ?” แต่งโดย นายแพทย์เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์



    [กลับด้านบน]

    ข้อมูลบางอย่างของนมวัว ที่เราอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน...…?

    ข้อมูลบางอย่างของนมวัว ที่เราอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

    จากหนังสือ Food Allergy & Nutrition Revolution โดย นายแพทย์ เจมส์ เบรลี่ย์ ปี 1992 หน้า 294 – 295 สรุปใจความสำคัญได้ดังนี้ว่า นมวัวเป็นสาเหตุสำคัญของ

    - เด็กเล็กๆ ปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ (ปวดท้อง colic)

    - หูน้ำหนวก (ทั้งแบบแก้วหูทะลุและแก้วหูไม่ทะลุ)

    - หอบหืด

    - ไซนัสอักเสบ

    - เลือดกำเดา

    - ปวดหัว

    - ท้องผูก ถ่ายอุจจาระเป็นเม็ดๆ

    - ฉี่รดที่นอน

    - ออทิสติก สมาธิสั้น

    - ลมพิษ ผื่นคันผิวหนัง (eczema)

    - ข้ออักเสบรูมาตอยด์

    - ภูมิแพ้ และระบบทางเดินหายใจอักเสบเรื้อรัง

    - นมทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กลดลง

    - นมมีกรด arachidonic สูง ทำให้เกิดปัญหาหลอดเลือดอุดตันในเด็ก

    จากหนังสือ The Circadian Prescription โดย นายแพทย์ ชิดนีย์ เบเกอร์ ปี 2000 หน้า 61 ทีมวิจัยที่นำโดย อลัน ฟรายด์แมน ใน โรเซสเตอร์ นิวยอร์ค ได้ตรวจพบ เปปไทด์ ซึ่งมาจากนมวัว ในปัสสาวะของเด็กออทิสติกซึ่งเหมือนกับสารกระตุ้นประสาทหลอน ที่พบ

    สรุปและเรียบเรียง จากหนังสือ “ทำไมคุณถึงป่วย ?” แต่งโดย นายแพทย์เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์



    [กลับด้านบน]

    ช่วยอธิบายที่มาที่ไปของคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ด้วย เป็นมาอย่างไร ทำไมมีแนวคิดเรื่องของการใช้คลอโรฟิลล์เพื่อเป็นยาอายุวัฒนะ...…?

    เริ่มมาจากจุดเริ่มต้นจากการที่มนุษย์พยายามหา “ยาอายุวัฒนะ” เพื่อให้มีชีวิตยืนยาวไม่เจ็บไม่ป่วยนั้นเอง

    นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกหลายกลุ่ม ได้ประเมินอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ไว้ ซึ่งพบว่าจากการเปรียบเทียบมีกลุ่มคนที่น่าสนใจอยู่ 2 กลุ่ม คือ ชาวฮันซา และชาวเอสกิโม ชาวฮันซา มีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 120 ปี ส่วนชาวเอสกิโม มีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 27 ปี 6 เดือน ทำไมจึงมีความแตกต่างกัน ? จึงเป็นคำถามที่นักวิทยาศาสตร์ต้องค้นหาคำตอบ และได้พบความแตกต่างในการใช้ชีวิตของมนุษย์ 2 กลุ่มดังนี้ ชาวฮันซาอาศัยอยู่บนภูเขาสูงบริโภคพืชผักสดเป็นอาหารหลัก ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ (ยกเว้นกรณีมีงานประจำปีบริโภคเนื้อแพะภูเขาปีละ 1 ครั้ง) ส่วนชาวเอสกิโม ปลูกพืชไม่ได้เพราะพื้นที่มีแต่น้ำแข็ง จึงต้องล่าสัตว์มากินเป็นอาหาร แต่ผลคือกระดูกผุหลังค่อมก่อนวัยอันสมควร มีอายุสั้น

    จากนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงศึกษาว่าทำอย่างไร คนในเมืองทั่วไป จึงจะมีอายุเฉลี่ยยืนยาวไม่เจ็บป่วยอย่างเช่น ชาวฮันซาบ้าง ชาวฮันซาอยู่บนภูเขาสูงได้รับอ๊อกซิเยนที่บริสุทธิ์ ทั้งทางอากาศและทางอาหารที่บริโภค อาหารที่ชาวฮันซาบริโภคเป็นชีวิตประจำวันก็คือ ผักสด นั้นเอง โดยชาวฮันซารับประทานผักสดปลอดสารพิษเป็นอาหารเป็นประจำทุกวัน มากกว่า 2 กิโลกรัมต่อวัน การบริโภคพืชผักสดเป็นระยะเวลานานจึงทำให้สารอาหารเป็นยา และการบริโภคที่ไม่ผิดธรรมชาติ จึงทำให้ชาวฮันซาไม่ป่วย ไม่เป็นโรคยอดนิยมที่ชาวเมืองเป็นกัน เช่น โรคมะเร็ง ไขมัน ความดัน เบาหวาน ตับ ไต หัวใจ ปอด และโรคอื่นๆ ที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย แม้แต่โรคฟันผุชาวฮันซาก็ไม่เป็นกัน ชาวฮันซาที่มีอายุมากกว่า 100 ปี แต่มีฟันแท้อยู่เต็มปาก อายุ 100 ปี สามารถเดินได้ วิ่งได้ เล่นกีฬาได้ ชาวฮันซาไม่ตายด้วยโรคเสื่อมแต่ตายเนื่องจากเซลล์หมดอายุไปเองตามธรรมชาติ

    ในพืชผักมีอะไร ? ทำไมชาวฮันซาจึงบริโภคทุกวันและไม่ป่วย คำตอบก็คือในพืชผักมีคลอโรฟิลล์นั้นเอง

    นักวิทยาศาสตร์จึงพยายาม หาพืชในฝันที่มีคลอโรฟิลล์ที่สมบูรณ์มีสารอาหารที่อุดมสมบูรณ์ มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายในปริมาณที่สูง จึงมีการเลือกหาพืชที่จะนำมาสกัดคลอโรฟิลล์โดยค้นหาจากพืชกว่า 6,000 ชนิด บนโลกที่คิดว่าน่าจะดี น่าจะนำมาใช้สกัดสารบริสุทธิ์ได้ สุดท้ายก็ได้พืชที่มีรากลึกลำต้นสูงเมตรกว่าๆ แต่มีรากลึกประมาณ 130 – 150 ฟุตหรือประมาณตึก 4 ชั้น ทำให้สามารถดูดสารอาหารในดินที่มีอยู่ลึกๆ ที่พืชรากตื้นทั่วไปไม่สามารถดูดสารอาหารเหล่านี้ได้ รากลึกขนาดนี้ถ้านำเอายาฆ่าหญ้ามาฉีดทำลายก็ไม่สามารถทำลายต้นไม้ชนิดนี้ได้แต่ต้นไม้ชนิดนี้มีหลายพันธุ์ แต่พันธุ์ที่มีคลอโรฟิลล์สมบูรณ์ที่สุดก็คือ พันธุ์ดอกสีม่วง จึงเป็นพันธ์ที่ถูกเลือกใช้ในการสกัดสารคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์

    สำหรับจุดเริ่มต้นของคลอโรฟิลล์ ก็ได้มาจากการศึกษางานวิจัยทางวิทยาศาสตร์โดยมีนักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องก็มีด้วยกัน 2 ท่าน และได้รับรางวัลโนเบล (Noble Prize) ก็คือ ดร. ริชาร์ด วินสเตตเตอร์ (Dr. Richard Winstater) และ ดร. ฮันส์ ฟิซเซอร์ (Dr. Hans Fisher M.D.)

    ดร. ริชาร์ด วินสเตตเตอร์ (Dr. Richard Winstater) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยออสเตรีย ได้รับรางวัล โนเบลในปี ค.ศ. 1915 ผู้ค้นพบสูตรโครงสร้างของคลอโรฟิลล์ ที่มีแมกนีเซี่ยมอยู่ที่ศูนย์กลาง

    ดร. ฮันส์ ฟิซเซอร์ (Dr. Hans Fisher M.D.) นายแพทย์ชาวเยอรมัน ได้รับรางวัล โนเบลในปี ค.ศ. 1930 ผู้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างเม็ดเลือดแดงและคลอโรฟิลล์ ในบางเงื่อนไขสามารถแทนที่ศูนย์กลางของคลอโรฟิลล์ด้วยเหล็ก (Fe) จากอาหารธรรมชาติบางประเภท ทำให้อัตราการเพิ่มของเม็ดเลือดแดงดีขึ้น ทั้งนี้แมกนีเซี่ยมที่หลุดออกไปจากศูนย์กลางโมเลกุลของคลอโรฟิลล์ ก็จะทำหน้าที่พาแคลเซี่ยม (Ca) เข้าไปอุดรูพรุนของกระดูกต่างๆ ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น ในโพรงกระดูกซึ่งมีไขกระดูก (BONE MARROW)อยู่ ก็จะมีการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ในปริมาณที่มากขึ้น หน้าที่ของไขกระดูก คือ สร้างเม็ดเลือดแดงและปรับระดับความเป็นด่างในกระแสเลือด

    จากงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ทั้ง 2 ท่านนี้ และเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถสกัดสารคลอโรฟิลล์จากพืชได้ โดยใช้ขบวนการ ฟรีซดราย (Freeze Dry) 15 ขั้นตอน ซึ่งเป็นขบวนการที่ใช้ความเย็นในการผลิตและสามารถสกัดคลอโรฟิลล์จากธรรมชาติออกมาได้บริสุทธิ์ ถึง 100 % ในปัจจุบัน และคลอโรฟิลล์ที่ได้มีคุณสมบัติละลายในน้ำได้ (ปกติคลอโรฟิลล์ในธรรมชาติละลายในน้ำมัน) ที่สำคัญสามารถคงคุณค่าของสารอาหารเหมือนกับธรรมชาติทุกประการ โดยเริ่มต้นมาจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ปี ค.ศ. 1917 นักวิทยาศาสตร์เยอรมันได้ค้นพบว่าสาหร่ายคลอเรลล่ามีสารโปรตีนสูง และมีกรดอะมิโนชนิดที่จำเป็นต่อร่างกายครบทุกตัว แต่ร่างกายของมนุษย์ไม่มีน้ำย่อยที่สามารถย่อยเปลือกเซลล์ของสาหร่ายชนิดนี้ได้ นักวิทยาศาสตร์เยอรมันได้พยายามค้นคว้าและวิจัยติดต่อกันมาจนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่สองก็ยังไม่สบความสำเร็จ เพิ่งจะมาประสบความสำเร็จโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1970 นี่เอง สำหรับคลอโรฟิลล์ในทางการแพทย์ได้สกัดคลอโรฟิลล์มาใช้ประโยชน์ในระยะต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง โดย บริษัท ไรส์สแตน (Rystan Company) ได้ผลิตคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์มาใช้ในวงการแพทย์ จนกระทั่งถึงปัจจุบันมนุษย์ได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการผลิตคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ได้ผลดี และสะดวกที่สุดคือ สกัดจากต้นอัลฟัลฟ่า ซึ่งอัลฟัลฟ่าดอกสีม่วงจะให้คลอโรฟิลล์มีคุณภาพดีที่สุด โดยใช้วิธีการเทคนิคเฉพาะ 15 ขั้นตอน ซึ่งได้ผลผลิตที่ดีขึ้นบริสุทธิ์ขึ้น โดยใบสดของอัลฟัลฟ่า 1 กิโลกรัม ได้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 2.25 กรัม

    ในปัจจุบัน บริษัทที่ได้รับการยกย่องว่าผลิตคลอโรฟิลล์ได้บริสุทธิ์ที่สุดก็คือ บริษัท ดีซูซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล อินเตอร์คอร์ปอเรชั่น จำกัด รัฐแคลิฟอเนียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา (DE SOUZA INTERNATIONAL, INC. CALIFORNIA, U.S.A.) โดยใช้กรรมวิธีฟรีซดราย (Freeze Dry) 15 ขั้นตอนเพื่อผลิต คลอโรฟิลล์ ออกมาสู่ผู้บริโภคและเป็นคลอโรฟิลล์ชนิดละลายน้ำได้ (WATER SOLUBLE) คลอโรฟิลล์ ของ ดีซูซ่า ได้รับการยกย่องว่าเป็น คลอโรฟิลล์ ที่บริสุทธิ์ที่สุดในท้องตลาดในปัจจุบัน และเป็นเพียงบริษัทเดียวที่ได้รับหนังสือรับรองจากองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา ในเงื่อนไขความบริสุทธิ์ของผลิตภัณฑ์ และเป็นคลอโรฟิลล์ที่วงการแพทย์ทั่วโลกให้การยอมรับ โดยมาตรฐานขององค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) กำหนดเงื่อนไขความบริสุทธิ์อยู่ที่ 95 % ขึ้นไปโดยไม่มีสารชนิดอื่น หรือสารประกอบอื่นเจือปนในเนื้อคลอโรฟิลล์จึงถูกเรียกว่า คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ (PURE CHLOROPHYLL)

    เนื่องจากเป็นการยากที่คนเมืองในปัจจุบันจะบริโภคพืชผักสดที่ปลอดสารพิษมากกว่า 2 กิโลกรัมต่อวันเพื่อเป็นอาหาร และเพื่อให้ได้รับปริมาณคลอโรฟิลล์ในจำนวนที่มากเพียงพอในการใช้สารอาหารเป็นยา ดังนั้นการดื่มคลอโรฟิลล์สดเพื่อเป็นอาหารเสริมจึงเป็นการทดแทนการรับประทานผักสดประมาณ 2 กิโลกรัมต่อวันนั้นเอง การรับประทานผักจึงต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเพียงพอเพื่อให้สารอาหารเป็นยาเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย เนื่องจากในปัจจุบันเราได้รับสารพิษหลักๆ ใน 2 เส้นทางคือ 1. ทางอาหาร 2. ทางอากาศ การหลีกเลี่ยงการได้รับสารพิษทางอากาศนั้นเราไม่สามารถย้ายบ้านเพื่อไปอยู่บนเขาสูงที่มีอากาศบริสุทธิ์ได้ และเป็นการยากที่จะหลีกเลี่ยงสารมลพิษในอากาศจากควันรถยนต์และโรงงานอุตสาหกรรมรวมถึงการปลูกผักสดปลอดสารพิษเพื่อรับประทานแทนอาหารได้ทุกวัน

    การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ และสดจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในปัจจุบันสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพในด้านความเสื่อมของร่างกายหรือต้องการมีอายุที่ยืนยาว

    เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับคลอโรฟิลล์

    เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับคลอโรฟิลล์

    คลอโรฟิลล์ คือ

    สารประกอบที่ทำให้พืชมีสีเขียว และทำหน้าที่หลักคือ สังเคราะห์แสง (Photosynthesis) โดยการเปลี่ยนพลังงานจากแสงอาทิตย์ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และแร่ธาตุต่างๆ จากดินให้กลายเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืช รวมทั้งให้ก๊าซออกซิเจนที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์

    คลอโรฟิลล์ กับคุณค่าอาหารที่พิเศษ

    จากประวัติศาสตร์ อันยาวนาน ธัญพืชและหญ้าเป็นอาหารหลักและยาของสัตว์โลกนานาชนิด ในการวิจัยค้นคว้า”พืชอาหาร”ในฝันที่อุดมด้วยโภชนาการ ได้มีการวิเคราะห์ พืชอาหารแทบทุกชนิดมากกว่า 6,000 ชนิด ซึ่งมีทั้งถั่ว ผัก หญ้า และพืชสมุนไพรต่างๆ จากเมล็ด ใบ ต้น ของพืชเหล่านั้น ในที่สุดค้นพบว่าคลอโรฟิลล์จาก อัลฟัลฟ่า นั้นคือ พืชอาหารในฝัน ในเมื่ออัลฟัลฟ่า เป็นพืชตระกูลถั่ว ซึ่งขึ้นในแถบทะเลทรายเมื่อ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ได้มีการค้นพบอัลฟัลฟ่าและนำมาใช้เป็นสมุนไพร เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย อัลฟัลฟ่า นอกจากอุดมไปด้วยสารอาหารแล้วยังมีคลอโรฟิลล์สูงเป็นพืชที่ให้เอสโตรเจน ธรรมชาติรวมไปถึง เอมไซด์ 8 ชนิด คือ ไลเปส(Lipase),อามีเลส(Amylase) ,โคกูเลส(Coagulase) ,อีมัลชิน (Emulsin) ,อินเวอเทส (Invertase) , เปอร์ออกซิเดส (Peroxidase) ,เพคติเนส (Petinase) และ โปรตีส (Protese) ที่สามารถต่อต้านสารพิษต่างๆ ได้ดีกว่าพืชชนิดอื่นๆ

    พลังงานสีเขียวจาก อัลฟัลฟ่า

    คือ คลอโรฟิลล์ที่ได้จากอัลฟัลฟ่าสด ที่เจริญเติบโตสดใส แข็งแรง ด้วยขบวนการพิเศษ ที่สามารถถนอมคุณค่าทางโภชนาการทั้งมวล เช่น เกลือแร่ เอ็มไซม์ และแอนตี้ออกซิแดนซ์ สารโภชนาการที่ได้นี่เป็นสารอาหารจากธรรมชาติ ที่มีความสมบูรณ์และสมดุลต่อความต้องการของร่างกายอย่างน่ามหัศจรรย์ ด้วยความรู้และภูมิปัญญาทางด้านสุขอนามัยในปัจจุบันนี้ ซึ่งผ่านการวิจัยมานานปี จากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ใช้กรรมวิธีการผลิตแบบถนอมอาหาร ทำให้สามารถผลิตอาหารแห่งชีวิตที่ร่างกายสามารถย่อยและนำไปใช้ประโยชน์ต่อ ทุกเซลล์ในร่างกาย พลังงานสีเขียวจากอัลฟัลฟ่า นอกจากจะช่วยบำรุงรักษาสุขภาพแล้ว ยังสามารถช่วยต่อต้านโรคร้ายหลายชนิดได้ แก่ ความดันโลหิตสูง (High Blood Pressure) ,คลอเรสตอรอลสูง (High Cholesterol) ,โรคหัวใจ (Heart Disease) ,โรคเอดส์ (AIDS) ,โรคภูมิแพ้ (Allergies) ,กลิ่นตัว (Body Odor) ,โรคชรา (Aging) , ผิวหนังเหี่ยวแห้ง (Wrinkle and Tued Skin) และการก่อตัวของอนุมูลอิสระ (Free Radial Formation)

    ด้วยสูตรโครงสร้างทางเคมีของคลอโรฟิลล์และเม็ดเลือดแดง เหมือนกันทุกประการ ยกเว้นตรงกลางซึ่งคลอโรฟิลล์มีอะตอมของธาตุแมกนีเซี่ยม ส่วนเม็ดเลือดแดงเป็นอะตอมของธาตุเหล็ก จากตรงจุดนี้เองที่ทำให้คลอโรฟิลล์ถูกเรียกว่า“เลือดของพืช” ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้หาทางนำวิธีการใช้คลอโรฟิลล์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อนำประโยชน์ส่วนที่ดีที่สุดของคลอโรฟิลล์มาบำรุงสุขภาพ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับเลือด และผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มากมาย สรุปตรงกันออกมาว่า คลอโรฟิลล์สามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ดี

    ความสำคัญของการละลายน้ำได้

    โดยปกติแล้วไม่ว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชนิดใดก็ตาม เป็นที่ทราบกันในวงการแพทย์และเภสัชกรรมว่า สารที่อยู่ในรูปของการละลายในน้ำมัน (Oil Soluble) นั้นจะเกิดการตกตะกอนหรือจับเอาตะกอนไปสะสมอยู่ที่ตับ ซึ่งเท่ากับเป็นการสะสมสารพิษและทำลายตับโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภคจะมีกระบวนการผลิตที่ดีเพื่อ ให้สามารถอยู่ในรูปของการละลายน้ำได้ (Water Soluble) ร่างกายจะสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทั้งหมดไม่เหลือตะกอนใดๆ ให้ไปทำลายตับ ดังนั้น องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา จึงให้การรับรองเฉพาะคลอโรฟิลล์ที่ละลายน้ำได้ (water soluble chlorophyll) เท่านั้น ว่าปลอดภัยต่อการบริโภคของคน ถึงแม้ว่าจะบริโภคในปริมาณมากต่อวัน ก็ไม่เกิดผลเสียต่อร่างกายแต่อย่างใด

    การดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

    สิ่งสำคัญอีกข้อหนึ่ง คือ ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสกัด Chlorophyll ออกจากเหยื่อหุ้มเซลล์ของ Chlorophyll ได้ เนื่องจากมนุษย์ไม่มีเอมไซม์ที่ชื่อว่า เซลล์ลูเลส (Cellules) ดังที่มีในสัตว์หลายชนิด ที่เวลาเจ็บป่วยมักจะกินผักสด หรือหญ้าสด เพื่อรักษาตัวเอง เพราะสกัด Chlorophyll ได้เอง ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่ามีส่วนผสมของ Chlorophyll ไม่ว่าปริมาณใดก็ตาม หากไม่ผ่านกรรมวิธีการสกัดเอาเหยื่อหุ้มเซลล์ออกก็ไม่สามารถจะได้ประโยชน์ อะไรจาก Chlorophyll นั้นเลย.

    จากประสบการณ์ของผู้ใช้ ผู้บริโภคจากทั่วโลก ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจของคลอโรฟิลล์ ดังนี้

  • ทำให้สดชื่น หายเหนื่อยจากการอ่อนเพลีย
  • ลดความดันโลหิต ลดปัญหาเส้นเลือดหัวใจตีบ
  • ปรับระดับน้ำตาลสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน
  • ทำให้อาการของคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ แพ้อากาศ ผื่นลมพิษ ทุเลาลง
  • ขับกรดจากข้อต่อต่างๆ ทำให้อาการปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัวทุเลาลง
  • ขับสารพิษออกจากร่างกาย สารตกค้างของยาปฏิชีวนะ สารเคมีตกค้างในอาหาร ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดี สุขภาพแข็งแรง สดชื่นขึ้น
  • เพิ่มประสิทธิภาพเม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดแดงทำให้ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น
  • ป้องกันการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
  • แก้ปัญหาท้องผูก การขับถ่ายจะดีขึ้น ริดสีดวงทวารทุเลาและหายได้
  • ช่วยดับกลิ่นตัว กลิ่นปาก กลิ่นเท้า
  • บรรเทาอาการชา บวมและเส้นเลือดขอดให้ทุเลาลงได้
  • ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย,ใช้รักษาแผลอักเสบ,แผลเปื่อย,แผลเรื้อรัง,แผลถลอก,แผลไฟไหม้,เหงือกอักเสบ,แผลในปาก
  • บรรเทาอาการปวดศีรษะทั่วไป และปวดศีรษะไมแกรนได้
  • ช่วยบรรเทาเรื่องโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบได้
  • แก้ปัญหาเรื่องสิว,ฝ้า,ปวดประจำเดือน,ประจำเดือนมาไม่ปกติ
  • ช่วยให้ผู้ที่เป็นต้อกระจกมองเห็นดีขึ้น
  • มีสารอาหารบำรุงเส้นผม ทำให้ผมหงอกดำขึ้น ช่วยลดอาการผมร่วง
  • สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคภัยต่างๆ

    มนุษย์บริโภคอาหารที่มีสารพิษ สารเคมี เข้าไปทุกวัน หากอวัยวะภายในยังคงทำงานปกติ ร่างกายก็จะทำการขับสารพิษออกมา หากร่างกายสะสมสารพิษ สารเคมีในปริมาณมากเกินที่จะขับล้างได้ ย่อมทำให้อวัยวะต่างๆทำงานผิดปกติ จึงเกิดเป็นโรคเสื่อมต่างๆ ตามมา

    * ทำไมต้องเลือกคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 %

    มาตรฐานขององค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) ระบุว่า คลอโรฟิลล์ที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ โดยที่ไม่มีสารตกค้างที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย จะต้องมีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า 95% และคลอโรฟิลล์ที่มีความบริสุทธิ์มากกว่า 95% ทางการแพทย์รับรองให้ใช้ในการหยอดตา และทาแผลได้

    * เหตุผลที่ต้องเลือกคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์เข้มข้น 100 %

    คลอโรฟิลล์ที่ทางการแพทย์ยอมรับ จะต้องมีความบริสุทธิ์เข้มข้น ไม่น้อยกว่า 95% จึงจะไม่มีสารตกค้างที่ตับและไต แต่คลอโรฟิลล์ที่วางจำหน่ายในปัจจุบัน มีมากมายหลายร้อยบริษัท หากสังเกตที่ฉลากให้ดี จะพบว่า มีคลอโรฟิลล์ไม่เกิน 10 % เท่านั้น (มักอยู่ในรูปของโซเดียมคอปเปอร์คลอโรฟิลลิน ตามฉลากระบุ) ส่วนใหญ่จะมีส่วนประกอบของแป้ง เรซิติน และสารประกอบอื่นๆ เช่นสารกันบูด มากกว่าที่จะเป็นคลอโรฟิลล์ และใช้ความร้อนในการแปรรูปเป็นผงทำให้สูญเสียสารอาหารที่มีคุณค่า (เอมไซม์ต่างๆ จะเสื่อมสภาพหรือแปรรูปไปเมื่อได้รับความร้อนมากกว่า 55 องศาเซลเซียล) การใช้คลอโรฟิลล์ที่มีสารประกอบผสมหากบริโภคไปนานๆ อาจเกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ ซึ่งจะมีสารตกค้างที่ตับและไต ดังนั้นก่อนซื้อผลิตภัณฑ์คลอโรฟิลล์ทุกครั้ง จึงควรอ่านฉลากอย่างถี่ถ้วน

    * ข้อดีที่เลือกดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์เข้มข้น 100 %

  • ได้คุณภาพจากคลอโรฟิลล์ที่บริสุทธิ์เข้มข้นสูงถึง 100% เต็ม ด้วยความบริสุทธิ์เข้มข้นถึง 100% จึงสามารถใช้ในการหยอดตา และทาแผลได้ (มาตรฐานที่ทางการแพทย์ยอมรับให้ใช้ในการหยอดตา และ

    ทาแผลได้ ต้องมีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า 95%) ; อ้างอิง : หนังสือ คลอโรฟีลล์บริสุทธิ์ อาหารอายุวัฒนะ โดย ดร.สังสิทธิ์ ศรีสุคนธ์

  • เห็นผลไวกว่า เนื่องจากความเข้มข้นถึง 100% เต็ม แตกต่างจากชนิดอื่นๆซึ่งมีความเข้มข้นเพียง 1% กว่าๆเท่านั้น
  • ไม่มีสารตกค้างใดๆ เนื่องจากไม่มีสารประกอบอื่นๆ เจือปน
  • ผสมทิ้งไว้ได้นานไม่ตกตะกอน ไม่บูด ไม่เสีย ไม่มีกลิ่นคาว
  • เป็นคลอโรฟิลล์ชนิดละลายในน้ำ (Water Soluble) ตามที่องค์การอาหารและยาสหรัฐรับรอง ว่าปลอดภัย ไม่มีสารตกค้างที่ตับ ไม่ใช่ชนิดที่ละลายในน้ำมัน (Oil Soluble) ซึ่งจะมีไขมันสะสมที่ตับ
  • ผ่านกระบวนการกลั่นกรองด้วยกระบวนการฟรีซดราย (Freeze Dried) ถึง 15 ขั้นตอน จึงมั่นใจได้ว่า สะอาด ปลอดภัย และได้สารคลอโรฟิลล์เต็มร้อยแน่นอน


  • [กลับด้านบน]

    ผลิตภัณฑ์คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ของบ้านสมุนไพร ได้รับ อย. อย่างถูกต้องจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือไม่ ...…?

    ผลิตภัณฑ์คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ของบ้านสมุนไพร ได้รับการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (Food and Drug Administration) อย่างถูกต้อง หมายเลข อย. 21 – 4 – 00449 – 1 – 0001



    [กลับด้านบน]

    ผลิตภัณฑ์แองเจิ้ล (Angel) ของบ้านสมุนไพร ได้รับ อย. อย่างถูกต้องจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือไม่ ...…?

    ผลิตภัณฑ์แองเจิ้ล (Angel) ของบ้านสมุนไพร ได้รับการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (Food and Drug Administration) อย่างถูกต้อง หมายเลข อย. 13 – 1 – 06950 – 1 – 0002



    [กลับด้านบน]

    ทำไมใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ไปแล้ว 1 ขวดใหญ่ (473 ซีซี )ไม่เห็นผลอะไรเลย เกิดจากอะไร...…?

    จุดประสงค์ ของการใช้ผลิตภัณฑ์คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % นั้นไม่ได้ใช้เป็นยารักษาโรค แต่ใช้เพื่อปรับสมดุลของร่างกายที่เสียสมดุลให้กลับคืนสู่สมดุลให้มากที่สุด รวมถึงการช่วยอุดรูพรุนของกระดูกซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคต่างๆ ที่เกิดจากกระดูกกดทับเส้นประสาท และการทำ Detox อย่างง่าย ในการขับล้างสารพิษในกระแสเลือด แต่การใช้นั้นเป็นการใช้สารอาหารจากพืชผักเป็นตัวยืนซึ่งเป็นหลักของธรรมชาติบำบัด แต่มีข้อแม้ว่าต้องมีความต่อเนื่องในการรับสารอาหารเป็นระยะเวลาหนึ่ง จึงจะส่งผลในเรื่องภูมิคุ้มกันของร่างกาย

    จากคำถามที่ว่าทำไมดื่มแล้วไม่เห็นมีปฏิกิริยาอะไรเลย มีได้ 2 สาเหตุหลักคือ

    สาเหตุแรกคือ ท่านได้รับสารพิษสะสมอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ การได้รับสารพิษนั้น รับจาก 2 ทางใหญ่ๆ คือ อาหาร (O2จากอาหาร) และจากอากาศ (O2 จากอากาศ) จึงสังเกตได้ว่า ผู้ที่อยู่ในเมืองใหญ่หรือเมืองที่มีมลพิษทางอากาศมักจะใช้เวลาการฟื้นฟู หรือการเกิดปฏิกิริยาตอบโต้การบำบัด (Healing Reaction) นานกว่าผู้ที่อาศัยอยู่ตามชนบทและอากาศดีๆ และได้รับสารเคมีจากอาหารในปริมาณที่น้อย

    สำหรับสาเหตุที่ 2 นั้น เกิดจากความไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากหลักธรรมชาติบำบัดต้องมีความต่อเนื่องในการได้รับสารอาหาร หลายท่านพอได้ไปแล้วก็ดื่มบ้างไม่ดื่มบ้างขาดความต่อเนื่อง เพราะขี้เกียจผสม บางครั้งก็เอาไปวางไว้หลังตู้เย็น นานๆ จะทดลองซะที อย่างนี้ยากมากที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลง รวมถึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่าง เช่น งดการได้รับสารพิษบางชนิดในการทำลายกระดูและเม็ดเลือด งดการนอนดึก การดื่มเครื่องดื่มอัลกอฮอร์ การพักผ่อนอย่างเพียงพอ การออกกำลังกาย และงดสาเหตุอื่นๆ ที่มีผลต่อความทรุดโทรมของสุขภาพ

    เมื่อท่านลองใช้ผลิตภัณฑ์คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ มักมีคำถามว่าทำไมใน 1 ขวดใหญ่ ต้องมีปริมาณ 473 ซีซี ด้วย อันนี้ขอตอบว่าเป็นงานวิจัยจากทางห้อง Lab ว่าปริมาณสารอาหารขนาดนี้ ถ้าได้รับอย่างต่อเนื่องเป็นประจำไม่ขาด จะทำให้

    1. มีอาการตอบโต้การบำบัดอย่างหนึ่งอย่างใดปรากฏขึ้นมาโดยทั่วไป 80 % อาการที่เกิดขึ้นหนักขึ้นกว่าเดิม ส่วนอีก 20 % อาการดีขึ้นและอาการดังกล่าวก็หายไป ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะอยู่ในกลุ่มไหน ?

    ปฏิกิริยาตอบโต้การบำบัด พูดง่ายๆ ก็คือการปรับสมดุลของร่างกายใหม่นั้นเอง ยกตัวอย่างเช่น เราไม่เคยออกกำลังกายเลย อยู่มาวันหนึ่งมีเพื่อนชวนไปวิ่งสัก 4-5 กิโลเมตร เราก็เลยออกไปวิ่ง แต่พอตื่นเช้ามาก็มีอาการปวดเนื้อปวดตัวไปหมด รวมทั้งกล้ามเนื้อขา แขนก็ปวด นั้นก็คือ ร่างกายกำลังปรับสภาพใหม่เพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลง ในวันต่อมาเราก็ออกมาวิ่งอีก อาการปวดจะค่อยๆ ลดลง และเราก็วิ่งต่อจนเป็นกิจวัตรประจำวัน จนในที่สุดก็ไม่มีอาการปวดหลงเหลืออีก ร่างกายก็ปรับตัวขึ้นเป็นคนใหม่ที่มีสภาพร่างกายที่แข็งแรงกว่าตอนที่ยังไม่ได้ออกกำลังกาย เปรียบเสมือนกรณีที่เรายังไม่เคยได้รับสารอาหารจำนวนมาก อยู่มาวันหนึ่งเราได้รับสารอาหารจำนวนมาก ที่สกัดจากพืชผัก ร่างกายก็ต้องเริ่มปรับสมดุลใหม่เพื่อให้ได้รับสารอาหารจากผักเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการปรับสมดุลใหม่ก็จะมีย่อมอาการปวดเนื้อปวดตัว บางรายไข้ขึ้น บางรายจุก บางรายท้องเสีย บางรายผื่นขึ้น และอาการอื่นๆ อีกมากมายแต่ เมื่อได้รับสารอาหารอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ก็จะทำให้ร่างกายปรับสมดุลใหม่ และเมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งในที่สุด อาการที่เกิดขึ้นก็หายไป ไม่มีอาการตอบโต้การบำบัดอีก แต่ผลที่เกิดขึ้น ก็คือ ภูมิคุ้มกันของร่างกายที่สูงขึ้น อาการป่วยที่เคยเป็นก็มีน้อยลง การรับยาจากโรงพยาบาลก็ลดลงด้วยเช่นกัน แต่ละคนเวลาไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัว และสภาวะการเสียสมดุลของร่างกาย เสียมากใช้เวลานาน กว่าคนที่เสียสมดุลน้อย และได้รับสารพิษน้อย

    2. อาจมีบางท่านมีอาการปรากฏอย่างหนึ่งอย่างใด และอาการนั้นก็หายไป ซึ่งอาจมีอาการมากกว่า 1 อย่าง เกิดขึ้นพร้อมๆกัน หรือบางท่านเกิดขึ้นทีละอาการ

    ดังนั้นจากประสบการณ์การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ มักจะพบคำถามว่าเราต้องการให้สารอาหารเพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรงรอดพ้นจากโรคหนึ่ง แต่ทำไมพอใช้ไปมีโรคหนึ่งปรากฏออกมาทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้เป็นโรคนั้น หรือเป็นเพราะเรากินไม่ถูกหรือเราแพ้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ? เลยเลิกดีกว่า...และก็หายาตามร้านขายยากินเพื่อบรรเทาอาการต่อไป

    คำตอบก็คือในตัวเราบางคนมีการเสียสมดุลมาก และสะสมมานานทำให้เกิดโรคหลายอย่าง เช่น คุณไก่ มีโรคประจำตัวดังนี้

    1. โรคหัวใจ 2. โรคความดันโลหิตสูง 3. โรคกระเพาะ 4. โรคเบาหวาน 5. โรคภูมิแพ้ 6. โรคลำไส้ไม่ปกติมีปัญหาในระบบขับถ่าย 7. โรคเก๊าต์ 8. อาการปวดหัวไมเกรน

    คุณไก่ต้องการใช้คลอโรฟิลล์ฟื้นฟูโรคเบาหวาน เพราะทุกข์ทรมานจากโรคนี้มากที่สุด แต่คุณไก่ใช้คลอโรฟิลล์ไป 1 ขวด ปรากฏว่าโรคเบาหวานไม่มีท่าทีจะดีขึ้น ระดับน้ำตาลก็ไม่ลดลงแถมยังเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ แต่โรคกระเพาะกลับทุเลาเป็นโรคแรก ในการดื่มแบบ 5 ซีซีตอนเช้าและก่อนนอน และอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะก็หายไปในขวดที่ 1 (ปริมาณ 473 ซีซี) ร่วมด้วยการดื่มผสมน้ำ 10 ซีซี ต่อ น้ำสะอาด 1.5 ลิตร ส่วนอาการของโรคอื่นยังปรากฏเหมือนเดิมไม่มีอาการดีขึ้น โรคเก๊าต์ที่เป็นก็มีอาการปวดมากขึ้นจนนอนไม่หลับ ปวดจนต้องทานยาระงับอาการปวด ดังนั้นเราไม่ทราบว่าในตัวเราเป็นโรคสะสมอะไรมาบ้าง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ในปริมาณ 473 ซีซี ใช้เพื่อทำให้ทุกโรค และทุกอาการดีขึ้นภายใน 1 เดือน เพราคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ไม่ใช่ยาเทวดาซึ่งใช้ปริมาณเพียงน้อยนิดแล้วช่วยได้ทุกโรค

    ดังนั้นสรุปได้ว่าเราจึงไม่สามารถกำหนดลงไปได้ว่า จะช่วยฟื้นฟูโรคใดก่อนโรคใดหลัง แต่ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายที่เสียสมดุล ณ จุดใดน้อย ก็จะฟื้นฟูได้เร็ว และถ้าเสียสมดุลในจุดใดมากก็ฟื้นฟูได้ช้า แล้วใช้เวลายาวนานกว่า แต่สุดท้ายทุกโรคที่เสียสมดุลต้องแสดงอาการออกมาทั้งหมดเนื่องจากร่างกายพยายามปรับเข้าสู่สภาวะปกตินั้นเองเมื่อถึงเวลาอันสมควร จึงเป็นคำถามยอดฮิตว่า ทำไมฉันใช้ตั้งหลายขวดทำไมไม่ดีขึ้นเลย ?



    [กลับด้านบน]

    ไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ใหม่ 2009 ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ได้หรือไม่...…?

    ตอบได้ว่าไม่ได้ช่วยโดยตรง เนื่องจากไข้หวัด 2009 เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส H1N1 จึงไม่ใช่โรคที่เกิดจากความเสื่อมโทรมของร่างกาย และการใช้ผลิตภัณฑ์คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ก็ไม่ได้ใช้เพื่อเป็นยารักษาโรคนี้ แต่ในทางอ้อมคือจะส่งผลในเรื่องภูมิคุ้มกันของร่างกายเมื่อใช้ไปในระยะเวลาหนึ่ง เนื่องจากเม็ดเลือดขาวที่ผลิตออกมามีความแข็งแรงสามารถต่อต้านเชื้อโรคได้มากขึ้น



    [กลับด้านบน]

    ผลิตภัณฑ์ แองเจิ้ล (Angel) คืออะไร ใช้แล้วดีอย่างไร อธิบายด้วย...…?

    " ระบบฮอร์โมนเอสโตรเจนขาดสมดุล " ภาวะการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเนื่องจากขาดฮอร์โมนเพศนั้น สามารถชะลอและป้องกัน ได้ด้วยการใช้ฮอร์โมนทดแทน แต่จะทำให้เกิดผลข้างเคียง ปัจจุบันจึงหันมาใช้สาร ไฟโตรเอสโตรเจนที่ได้จากพืช เป็นสารอาหารเสริมให้ผลเหมือนกับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย

    ทราบได้อย่างไรว่า ? ระบบฮอร์โมนเอสโตรเจนขาดสมดุล

  • มีปัญหาเรื่อง สิว ฝ้า กระ รอยเหี่ยวย่น และรอยตีนกา รู้สึกไม่สดชื่นสดใส
  • สรีระต่างๆ ของร่างกายหย่อนยาน ผิวพรรณหยาบกร้าน หย่อนสมรรถภาพก่อนวัยอันควร ไม่กระชุ่มกระชวยเหมือนแต่ก่อน
  • ประจำเดือนมาไม่ปกติ มีเลือดลิ่มผสม (ต้นเหตุของโรคช็อกโกแลตซีส เนื้องอก และ มะเร็งปากมดลูก) มีอาการปวดท้องประจำเดือนมาก จนต้องรับประทานยาแก้ปวดระงับทุกครั้ง
  • อายุมากขึ้นปวดเมื่อย..อ่อนเพลียเป็นประจำ มดลูกหย่อน กลั่นปัสสาวะไม่ค่อยอยู่ ปวดตามข้อ อารมณ์หงุดหงิดง่าย
  • รู้สึกร้อนวูบวาบ นอนไม่ค่อยหลับ เหงื่อออกเวลากลางคืน ความจำเริ่มไม่ค่อยดี
  • ถ้าท่านมีปัญหาลักษณะแบบข้างต้น แสดงว่ามีปัญหาเรื่องสมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภท เอสโตรเจน เพื่อ...

  • ช่วยบำรุงโลหิตสำหรับการเสียเลือดระหว่างเดือน และบำรุงมดลูก กระตุ้นมดลูกให้ทำงานเป็นปกติ ปรับระดับฮอร์โมนในร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุลอีกครั้ง ช่วยทำให้ผู้ที่เคยมีปัญหาเรื่องผิวพรรณแห้ง หยาบกร้าน เนื่องจากปัญหาการขาดฮอร์โมนในวัยทอง ให้กลับมามีผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส คงความเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง
  • ปรับการทำงานของระบบมดลูกให้คืนสู่สภาพปกติ ขับของเสียที่คั่งค้างภายในมดลูก ช่วยบรรเทาและรักษาอาการปวดท้องรุนแรงระหว่างมีประจำเดือนได้เป็นอย่างดีโดย ปกติแล้วประจำเดือนจะถูกขับออกมาทุกเดือน แต่ไม่หมด 100% จะตกค้างบริเวณผนังมดลูกเมื่อสะสมหมักหมมอยู่นานมดลูกจะบีบตัวมากจนอักเสบ เกิดปวดท้อง ถึงแม้ทานยาแก้ปวด อาจบรรเทาอาการปวดได้ แต่สภาวะตกค้างยังคงอยู่ เมื่อ ทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีการคิดค้นสูตรขึ้นเพื่อปรับฮอร์โมนและระบบการ ไหลเวียนของเลือดโดยเฉพาะจะช่วยชำระเลือดบริเวณที่ตกค้างบริเวณผนังมดลูก ทำให้ระบบต่างๆ ภายในกลับคืนสู่สภาวะปกติอีกครั้ง และเมื่อระดับฮอร์โมนถูกปรับสมดุล อาการปวดท้องดังกล่าว จะค่อยๆ ทุเลาจนหายขาด
  • เมื่อระบบเลือดลมภายในดี ลิ่มเลือดของเสียถูกขับออก จึงทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล สิวฝ้าบนใบหน้าจะค่อยๆ จางหายไป และ เมื่อรับประทานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จะมีสุขภาพแข็งแรงจนรู้สึกได้ชัด ทำให้ช่องคลอดกระชับ มดลูกเข้าอู่ เพิ่มขนาดทรวงอก และทำให้หน้าอกที่หย่อนคล้อยกลับมาตรึงกระชับขึ้น คุณประโยชน์ดังกล่าวจะปรากฏหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประมาณ 1 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน แล้วแต่สารภาพร่างกายของแต่ละคน
  • เมื่อระบบเลือดลมภายในดี ลิ่มเลือดของเสียถูกขับออก จึงทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล สิวฝ้าบนใบหน้าจะค่อยๆ จางหายไป และ เมื่อรับประทานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จะมีสุขภาพแข็งแรงจนรู้สึกได้ชัด ทำให้ช่องคลอดกระชับ มดลูกเข้าอู่ เพิ่มขนาดทรวงอก และทำให้หน้าอกที่หย่อนคล้อยกลับมาตรึงกระชับขึ้น คุณประโยชน์ดังกล่าวจะปรากฏหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประมาณ 1 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน แล้วแต่สารภาพร่างกายของแต่ละคน
  • การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพวกสารโปรตีนสกัดจากถั่ว เหลือง, สารสกัดจาดเม็ดองุ่น, คลอลาเจน และแอส คอร์บิค แอซิค ซึ่งเหล่านี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารไฟโตรเจนจากธรรมชาติ จะช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมไร้ท่อที่ผลิตฮอร์โมน ซึ่งฮอร์โมนนี้จะกลายเป็นสารสำคัญที่ช่วยให้อวัยวะต่างๆ มีความแข็งแรงร่างกายสดชื่น กระปี้กระเป่ารู้สึกถึงความเป็นหนุ่มสาว เหมาะสำหรับผู้เอาใจใส่ใน สุขภาพของตนเอง และต้องการต่อต้านความเสื่อมวัย ดูแลตนเองให้คงความเป็นหนุ่มสาวอยู่เสมอ เพื่อให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ผิวขาวกระจ่างสดใส สิวฝ้าจางหาย ลดการอักเสบ กระชับมดลูก กล้ามเนื้อกระชับ และร่างกายแข็งแรง
  • ผลิตภัณฑ์ แองเจิ้ล (Angel) ช่วยคุณได้อย่างไร ?...

  • ช่วยโรคสตรีมดลูกต่ำ-โต ปวดหน่วงในมดลูก มดลูกอักเสบ แสบภายใน อารมณ์ทางเพศไม่สมบูรณ์ ภาวะการมีบุตรยาก
  • ช่วยดับกลิ่นภายในหนาวในอก ติดเชื้อภายใน เป็นตกขาว ขับของเสียในมดลูก ลดปวดรอบเดือน สิว ฝ้า-เลือด บำรุงผิวพรรณให้สดใส
  • ช่วยเสริมฮอร์โมนเพศให้สมบูรณ์ กรณีหญิงที่ตัดรังไข่แล้ว
  • ช่วยยกมดลูก ลดอาการปวดหน่วง เสียวท้องน้อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • อาการปวดระหว่างมีรอบเดือน (ผู้หญิงปกติต้องไม่มีอาการปวดระหว่างมีรอบเดือน)
  • ท่านสุภาพบุรุษที่มีปัญหาเรื่องต่อมลูกหมาก อาการเสื่อมสมรรถนะทางเพศ ริดสีดวงทวาร ไส้เลื่อน
  • ความสำคัญของฮอร์โมนเอสโตรเจน

  • มีผลต่อการแสดงลักษณะทางเพศ นับตั้งแต่การเข้าสู่วัยเจริญพันธ์
  • มีประจำเดือน ตั้งท้อง ไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน และยังมีความสำคัญต่อพัฒนาการของเนื้อเยื่อปากมดลูก มดลูก และเต้านม
  • ผลต่อกระดูก ยับยั้งการละลายของกระดูก สร้างความสมดุลของแคลเซี่ยม
  • ผลต่อการเปลี่ยนแปลงของไขมัน และระดับคลอเรสเตอรอล ซึ่งจะทำให้ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ อีกทั้งยังควบคุมระบบประสาทเกี่ยวกับการทำงานของกล้ามเนื้อเรียบ
  • เป็นสารที่ใช้สร้างเนื้อเยื่อ คอลลาเจน จึงทำให้ผิวหนังมีเนื้อเยื่อแข็งแรงผิวพรรณที่แห้ง หยาบกร้าน กลับมีความยืดหยุ่นดี มีความชุ่มชื่นนุ่มเนียน และขาวเปล่งปลั่งขึ้น
  • สาเหตุที่ปากมดลูกผิดปกติ

  • มีอาการอักเสบเรื้อรังบริเวณปากมดลูกจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
  • มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย (ต่ำกว่า 20 ปี)
  • มีเพศสัมพันธ์กับชายหลายคน
  • สูบบุหรี่จัด
  • สาเหตุที่มดลูกหย่อน

  • ขี้กลัว , เครียด
  • ขี้ตกใจ
  • ผ่าคลอด
  • เคยแท้งลูก
  • หลังคลอดบุตรไม่ได้อ ONT size=3>
  • % 7หมักดอง
  • ผลที่เกิดขึ้นจากมดลูกหย่อน

  • หน A7กลม
  • ปวดท้องประจำเดือนเป็นประจำ
  • มีกลิ่นภายใน, ติดเชื้อง่าย
  • เสี่ยงต่อมะเร็งและเนื้องอก
  • ช่องคลอดขยายตัว, ไม่กระชับ
  • กลั้นปัสสาวะไม่อยู่, เบ่งปัสสาวะไม่ออก
  • มีเพศสัมพันธ์แล้วเจ็บ, มีลมเข้าออก
  • ไม่มีความสุขเรื่องเซ็กซ์
  • ผิวสาก ไม่ลื่นไม่แวว, ไม่มีสาบสาว
  • หลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ แองเจิ้ล (Angel)

  • หลังจากใช้ผลิตภัณฑ์แองเจิ้ล (Angel) จะมีอาการมดลูกถูกดึงกลับ โดยจะมีอาการเต้นตุบๆ บริเวณหน้าท้องในช่วง 3 วันแรก และมีการขับของเสียออกมามากในลักษณะตกขาว แต่เมื่อขับของเสียออกจากมดลูกหมดแล้วอาการดังกล่าวจะหายไป
  • กล้ามเนื้อบริเวณเต้านมจะยกกระชับขึ้น รวมถึงเนื้อที่หย่อนยานบริเวณใต้วงแขนก็จะยกกระชับขึ้นด้วย
  • เป็นสมุนไพรจากธรรมชาติไม่มีผลข้างเคียงใดๆ กับร่างกายเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์เป็นระยะเวลานานๆ
  • การใช้ผลิตภัณฑ์ แองเจิ้ล (Angel)

  • หลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ แองเจิ้ล (Angel) จะมีอาการมดลูกถูกดึงกลับ โดยจะมีอาการเต้นตุบๆ บริเวณหน้าท้อง ใน 3 วันแรก และมีการขับของเสียออกมามากในลักษณะตกขาว สำหรับการใช้ในครั้งแรกให้รับประทาน 2 เม็ดก่อนนอน เป็นระยะเวลาประมาณ 1 อาทิตย์ จากนั้นจึงลดลงมาเป็น 1 เม็ดก่อนนอน จะสังเกตได้ว่าถ้าลิตภัณฑ์ ที่ดีจะต้องพิสูจน์ได้ภายใน 3 - 4 วัน


  • [กลับด้านบน]

    ของมักดองไม่ดีอย่างไร ทำไมต้องงด อธิบายด้วย...…?

    อาหารหมักดอง อาหารหมักดองหลายชนิด ต้องระวังเนื่องจากความสะอาดของวัตถุดิบ ขั้นตอนการผลิต และภาชนะที่บรรจุ รวมถึงการป้องกันอาหารจากการปนเปื้อนของเชื้อโรค ซึ่งหากซื้ออาหารหมักดองที่ไม่มีการควบคุมในเรื่องของความสะอาดมาทาน จะทำให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายได้ ในอาหารมักดองมักมีสารปนเปื้อนของเชื้อที่มีชื่อว่า คลอสทริเดียม เปอร์ฟริงเจนส์ (clostridium pergringens) ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ เชื้อนี้สามารถพบได้ในดิน ในน้ำ และหากวัตถุดิบที่ทำไม่มีความสะอาดเพียงพอ ตัวอย่างของดอง เช่น ผักกาดดอง หน่อไม้ดอง เป็นต้น



    [กลับด้านบน]

    สามารถใช้สารอาหารคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ในเรื่องของการลดความอ้วนได้หรือไ ม่...…?

    ตอบว่าไม่ได้ คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์สำหรับการลดความอ้วน จึงไม่มีผลในการลดความอ้วน แต่เป็นสารอาหารที่มีเอ็มไซม์ ที่มีคุณค่าและมีพลังชีวิตของธรรมชาติ ไม่มีจุดประสงค์ในการใช้เป็นยาลดน้ำหนัก แต่จะบอกว่าไม่ใช่ทั้งหมดก็ไม่ได้ซะทีเดียว ถ้าต้องการใช้เพื่อลดความอ้วนสามารถทำได้ในระดับหนึ่งโดยวิธีดักจับล้างไขมันใหม่ที่เกิดขึ้นใหม่เท่านั้น สำหรับไขมันเก่าที่เกิดขึ้นแล้วนั้นไม่สามารถช่วยได้ หรือทำให้ไขมันลดลงได้ หรือไม่มีส่วนทำให้หุ่นเพียวสวยแบบนางงามอย่างที่ตั้งใจได้ จึงไม่สามารถคาดหวังในเรื่องนี้ แต่ช่วยในเรื่องของผิวพรรณที่เกิดจากระบบเลือดที่ดีมากกว่า สำหรับการใช้โดยการใช้ดื่มแบบเข้มข้นไม่ต้องผสมน้ำ ใช้ปริมาณครึ่งแก้ว (1 แก้ว เท่ากับ 250 ซีซี) โดยดื่มในช่วงเวลา 3.00 – 5.00 น. ก่อนตื่นนอน และไม่ต้องดื่มน้ำตามแต่ต้องใช้ระยะเวลาหลายเดือนติดต่อกัน



    [กลับด้านบน]

    คลอโรฟิลล์ แบบน้ำมีสารกันบูด ผสมอยู่จริงหรือไม่ เนื่องจากคลอโรฟิลล์แท้ต้องผสมน้ำดื่มทันที เพื่อประโยชน์สูงสุดเหมือนน้ำผลไม้คั่นใช่หรือเปล่า จากคุณ Kidshi Dech...…?

    ที่ถามมา ขอตอบปัญหาดังนี้ : คลอโรฟิลล์แบบน้ำ มีหลายชนิดมีความบริสุทธิ์ที่ต่างกันแล้วแต่ความต้องการผลิตของผู้จัดจำหน่าย และความต้องการของผู้บริโภค บางบริษัทผลิต 0.8 % บ้าง 10 % บ้าง , บางชนิดมีสารกันบูด บางชนิดไม่มีสารกันบูด ชนิดที่ไม่มีสารกันบูดแน่นอนคือ คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ (pure chlorophyll) คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ คือ คลอโรฟิลล์ที่ไม่มีสารอื่นผสมอยู่เลย (เช่น แป้ง สารกันบูด น้ำมันเรซิติน น้ำผลไม้ทุกชนิด) อนุญาตให้มีเฉพาะเนื้อคลอโรฟิลล์ชนิดเดียวเท่านั้น และต้องมีเนื้อสารคลอโรฟิลล์มากกว่า 95 % (จึงเป็นคลอโรฟิลล์ที่ทางการแพทย์ทั่วโลกให้การยอมรับ) อ้างอิงจากหนังสือ "คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์อาหารอายุวัฒนะ " เรียบเรียงโดย ดร.นพ.สังสิทธิ์ ศรีสุคนธ์ และ พญ. สุดา ศรีสุคนธ์

    . คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์แท้ (pure chlorophyll) จะผสมน้ำหรือไม่ผสมน้ำก็สามารถดื่มได้ในทุกกรณี พูดง่ายๆ จะผสมหรือไม่ผสมก็ใช้ดื่มได้ตลอด เหตุที่ต้องผสมน้ำก็เป็นแนวคิดให้ดื่มน้ำในปริมาณมากๆ นั้นเอง แต่ถ้ากรณีผสมน้ำต้องสามารถตั้งทิ้งไว้เป็นเวลาหลายวันหรือ หลายเดือนได้ และคลอโรฟิลล์โมเลกุลต้องรวมตัวเข้ากับน้ำโดยไม่ต้องเขย่าหรือคนแต่ประการใด และที่สำคัญไม่จำเป็นต้องดื่มทันที อยากดื่มเวลาไหนก็ได้ และถ้าตั้งทิ้งไว้หลายๆ วัน ต้องไม่มีตะกอนนอนก้น และเมื่อเอียงภาชนะที่ผสม ต้องไม่มีคราบติดภาชนะ ...และไม่มีกลิ่นหืน

    . เพื่อประโยชน์สูงสุด จะพูดได้ว่าคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ก็เหมือนน้ำผักปั่นสดนั้นล่ะ (เน้นน้ำผัก ไม่ใช่น้ำผลไม้นะ) ถ้าไม่ปั่นน้ำผักดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ก็จะเป็นทางเลือกหนึ่ง...แต่แตกต่างกันที่คลอโรฟิลล์มีการนำเยื่อหุ้มเซลล์หรือ เชลล์เมมเบรนออก จึงทำให้ร่างกายนำสารที่มีประโยชน์นั้นไปใช้ได้เต็มที่ เนื่องจากร่างกายของมนุษย์ใช้ประโยชน์จากคลอโรฟิลล์จากพืชผักธรรมชาติได้เพียง 5 % จึงทำให้มนุษย์ต้องรับประทานผักเป็นจำนวนมากในแต่ละวันเพื่อให้ได้รับสารอาหารและคลอโรฟิลล์ให้เพียงพอแก่ร่างกาย (เฉลี่ยผักสดประมาณ 1-2 กิโลกรัมต่อวัน) การบริโภคคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์เพียง 10 ซีซี ต่อวันก็จะเท่ากับผักประมาณ 1-2 กิโลกรัมต่อวันนั้นเองจึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่รับประทานผักไม่ได้หรือทานได้น้อย ดังนั้นถ้ารับประทานคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์มากเกินความจำเป็น (เน้นต้องคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์เท่านั้นอันนี้สำคัญ ) ก็จะถูกขับออกทางผิวหนัง ทางเหงื่อ ทางปัสสาวะ ทางอุจจาระโดยไม่มีการสะสมในร่างกายแต่ประการใด



    [กลับด้านบน]

    อยากทราบว่าไม่มีขนาดทดลองให้ทดลองใช้ก่อนหรือคะ สำหรับคลอโรฟิลล์ 100 % หนูหมายถึง ราคาถูกกว่านี้และปริมาณอยู่ในขนาดทดลองได้น่ะค่ะ จากคุณ วรรณภา จันทนายนต์ ...…?

    ที่ถามมา ขอตอบปัญหาดังนี้ : คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ก็ต้องยอมรับว่าเป็นคลอโรฟิลล์ที่มีราคาแพงมากที่สุดในจำนวนผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่วางขายในท้องตลาด เนื่องจาก ขั้นตอนการผลิตและระบบการผลิตและถนอมผลิตภัณฑ์ กล่าวแบบชาวบ้านก็คือ เป็นหัวของคลอโรฟิลล์นั่นเอง แต่ประสิทธิภาพแน่นอนไม่เป็นรองใคร ที่ถามมาเกี่ยวกับชุดทดลอง ก็มีแบบผสมน้ำ 1.5 ลิตร ขายขวดละ 100 – 150 บาท แต่ต้องทดลองดื่มเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 วัน โดยดื่มวันละขวด เพราะถ้าดื่มน้อยกว่านี้ก็ไม่เห็นผลอะไร เพราะ 1. ได้รับสารอาหารน้อยเกินไป 2. ระยะเวลาการต่อเนื่องไม่ได้ (เวลาสั้นเกินไป) ขนาดทดลองผสมน้ำ มีไว้เพื่อจุดประสงค์คือ ให้รับรู้รสชาด ว่าเป็นอย่างไร ทานง่ายทานยาก เพราะหากซื้อขวดใหญ่มาแล้ว ทานไม่ได้จะได้ไม่เสียดายมาก ถ้าต้องการทดสอบจริงๆ อยากให้ทดลองแนะนำให้ใช้ขนาด 473 ซีซี เพราะจะเห็นผลได้ด้วยตัวเอง



    [กลับด้านบน]

    การใช้ คลอโรฟิลล์ บริสุทธิ์ชนิดน้ำมีสารกันบูดหรือไม่...…?

    คำถามนี้ได้ตอบไปแล้วก่อนหน้านี้ : คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ไม่มีสารกันบูดหรือสารประกอบใดๆ ในเนื้อสารมีเฉพาะเนื้อ คลอโรฟิลล์เท่านั้น ที่สำคัญ คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ต้องระบุวันหมดอายุไว้อย่างชัดเจน โดยดูจากภาชนะที่บรรจุ จึงทำให้การเก็บรักษาเหมือนกับการถนอมอาหารโดยทั่วไปคือ ใช้ความเย็น โดยเก็บไว้ในตู้เย็น เหมือนผักผลไม้ทั่วไป หากเก็บรักษาไม่ดีก็มีเสียและมีหมดอายุเช่นเดียวกัน สามารถตรวจสอบวันหมดอายุได้โดยดูที่ใต้ภาชนะที่บรรจุ



    [กลับด้านบน]

    จำเป็นต้องซื้อผักจากตลาดมาทำกับข้าวทานทุกวัน เพราะที่บ้านไม่มีเนื้อที่พอจะปลูกผักรับประทานได้ จะต้องทำอย่างไร จึงจะลดปริมาณสารพิษจากยาฆ่าแมลงเข้าสู่ร่างกายได้...…?

    ตอบ : ผักมีประโยชน์ต่อร่างกายมากเป็นอาหารหลักของมนุษย์ แต่ปัจจุบันผักมักถูกเคลือบด้วยสารพิษ ดังนั้นการรับประทานผักจึงได้ทั้งประโยชน์และโทษไปพร้อมๆ กัน พิษจะเข้าสู่ร่างกายและสะสมร่างกายเป็นประจำ และเมื่อรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน สารพิษจะถูกสะสมในร่ากาย เมื่อมีปริมาณมากพอก็จะเริ่มแสดงอาการออมาในรูปของอาการเจ็บป่วยต่างๆ ทำให้ปัจจุบันอายุคนไทยสั้นลง เพราะได้รับสารพิษเหล่านี้ ผิดกับรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ได้รับสารพิษน้อยจึงทำให้มีชีวิตที่ยืนยาวจนแก่เฒ่า การรับประทานผักสดในปริมาณมากๆ สามารถทำให้อาหารเป็นยาได้ ถ้าบริโภคเป็นระยะเวลานานอย่างต่อเนื่องจนได้รับสาร คลอโรฟิลล์ที่เพียงพอ ดังที่ได้ยกตัวอย่างเรื่องของชาวฮันซา ไปแล้ว นั้น

    สำหรับปัญหาของเราในปัจจุบันก็คือ ทำอย่างไรจึงจะได้รับสาร คลอโรฟิลล์อย่างเพียงพอ คำตอบก็คือ การรับประทานผักเป็นประมาณมากๆ นั้นเอง ดังนั้นการลดปริมาณสารพิษที่ตกค้างจึงมีความสำคัญมาก สำหรับวิธีการในการลดสารพิษได้รับจากผักก็ทำได้ดังต่อนี้คือ

    1. บริโภคผักปลอดสารพิษ หรือที่เรียกว่า ผักอินทรีย์ แต่ในท้องตลาดปัจจุบัน เต็มไปด้วยผักที่เป็นผักสุขภาพมากมาย มีการเรียกชื่อแตกต่างกันมากมาย เช่น ผักออร์แกนิก ผักปลอดสาร ผักอนามัย เนื่องจากกระแสผู้บริโภคขณะนี้มีความสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น แต่เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าผักนั้นปลอดสารพิษสารเคมีจริงๆ และที่เขียนไว้ข้างถุงไม่ทราบว่าจริงเท็จ ว่าอย่างไรถูกอย่างไรผิด ?

    ผักออร์แกนิก หรือ ผักอินทรีย์ โดยหลักการเกษตรปัจจุบันแล้ว เกษตรอินทรีย์ คือ ขบวนการผลิตที่ไม่ใช้สารเคมีใดๆ เลย ทั้งสารกำจัดศัตรูพืช และฮอร์โมนต่างๆ พืชผักอินทรีย์ที่มีคุณค่าจะให้สารอาหารมากกว่าการเพาะปลูกแบบทั่วๆ ไป หากเปรียบเทียบผักที่ปลูกด้วยวิธีการที่ต่างกันแล้ว พืชผักออร์กานิกให้สารอาหารมากกว่าพืชผักที่ปลูกด้วยวิธีการอื่น การใช้ปลูกผักออร์แกนิกะเป็นการกลับคืนสู่ธรรมชาติ การสร้างสมดุลให้สิ่งแวดล้อม ในระบบน้ำ ระบบดิน ระบบปุ๋ยธรรมชาติ

    ผักแบบไอโดรโพนิคส์ หรือการปลูกผักไร้ดิน ใช้เนื้อที่น้อย ปลอดสารพิษที่เกิดจากการใช้สารเคมีหรือสารกำจัดศัตรูพืช แต่ใช้สารเคมีจำพวกสารอาหารของพืช เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ไนโตรเจน แคลเซี่ยม แมกนีเซี่ยมผสมในสารละลาย และมีการปรับกรด-ด่าง ออกซิเจน ความเข้มข้นของสารละลาย อุณหภูมิ ความชื้นให้เหมาะสม รวมถึงการใช้ฮอร์โมนในกระบวนการผลิต ดังนั้นจึงให้ผลผลิตที่สะอาด แต่ข้อเสียคือต้องใช้ต้นทุนสูงและมีการดูแลที่ดี มีการใช้มุ้งหรือตาข่ายป้องกันแมลงปิดอย่างมิดชิด

    ผักปลอดสารพิษ คือ ผักที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี โดยเฉพาะยาฆ่าแมลง และในขั้นตอนการปลูกไม่ได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเหมือนอย่างผักอินทรีย์ ที่สำคัญคือ ไม่มีข้อห้ามในเรื่องการใช้เม็ดพันธุ์จีเอ็มโอ

    ผักอนามัย คือ ผักที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีป้องกันและปราบศัตรูพืช ผลผลิตที่ได้ยังมีสารพิษตกค้าง แต่ไม่เกินปริมาณที่กำหนดไว้ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

    และคำถามต่อมาก็คือถ้าเราไปเดินตามซุปเปอร์มาร์เก็ตตามห้างสรรพสินค้า หากมีป้ายเหล่านี้แสดงอยู่ เราจะเลือกผักอะไรดี ระหว่าง ผักอินทรีย์ ผักปลอดสารพิษ ผักแบบไอโดรโพนิคส์ ผักอนามัย ให้ดูจากตางรางด้านล่าง และเลือกตามความต้องการเพราะปัจจุบันผู้บริโภคยังสับสนในเรื่องคำต่างๆ เหล่านี้อยู่

    2. ลดปริมาณสารพิษในผัก และผลไม้ สำหรับข้อนี้ยังไงสารพิษจากผักผลไม้ก็ต้องได้รับสารพิษจากยาฆ่าแมลงอยู่ดี เนื่องจากไม่สามารถเลี่ยงได้แต่ให้ลดปริมาณสารพิษลงซักหน่อย โดยการใช้สูตรการล้างผักหรือผลไม้ เพื่อลดการรับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย สามารถทำได้ ดังนี้

  • แช่น้ำปูนใส นาน 10 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ลดสารพิษตกค้าง ได้ 34 - 52 %
  • แช่น้ำด่างทับทิม นาน 10 นาที ใช้ปริมาณด่างทับทิม 20 – 30 เกล็ด ผสมน้ำ 4 ลิตร และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดสารพิษตกค้างได้ 35 – 43 %
  • ล้างผักผลไม้ด้วยน้ำก๊อกไหลผ่าน นาน 2 นาที ลดสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ได้ 25 – 39 %
  • แช่น้ำซาวข้าว นาน 10 นาที ลดสารพิษตกค้างได้ 29 – 38 %
  • แช่น้ำส้มสายชู ใช้น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร ล้างผักและผลไม้ ลดสารพิษตกค้างได้ 29 – 38 %
  • ใช้เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร ล้างผักและผลไม้ตกค้างได้ 29 - 38 %
  • ใช้น้ำยาล้างผัก แช่นาน 10 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ลดสารพิษตกค้างได้ 22 – 36 %
  • ข้อมูลจาก ฝ่ายตรวจวิเคราะห์สารเคมีและบริการเครื่องมือ กองป้องกันและกำจัดศัตรูพืช กรมส่งเสริมการเกษตร



    [กลับด้านบน]

    ช่วยเปรียบเทียบการใช้คลอโรฟิลล์ กับการใช้ยาปฏิชีวนะแผนปัจุบันด้วย ว่ามันต่างกันอย่างไร ...…?

    ยาปฎิชีวนะ มักใช้ในการระงับอาการของโรค แต่ก็ทำให้อาการที่ทุกข์ทรมานจากโรคนั้นทุเลาลง แต่ถ้าอาการนั้นเกิดขึ้นมาอีกก็ต้องมารับยานั้นๆ ซ้ำอีก หรือต้องเปลี่ยนไปใช้ยาตัวใหม่เพื่อระงับอาการโดยการกดการทำงานของภูมิต้านทาน การกดภูมิต้านทานจะทำให้แบคทีเรียและเชื้อราเจริญเติบโตได้ดี และเชื้อราก็จะฉวยโอกาสเจริญเติบโตมากๆ ส่งผลทำให้เกิดลำไส้รั่วตามมา แต่ที่น่าคิดคือ มีบางโรคใช้ธรรมชาติบำบัดได้ผล บางโรคใช้ยาแผนปัจจุบันอย่างเดียวได้ผล แต่บางโรคใช้ทั้งธรรมชาติบำบัดและ ยาแผนปัจจุบันร่วมกันจึงได้ผลดี จึงมีข้อดีและข้อเปรียบเทียบในการใช้ดังตารางด้านล่าง

    สำหรับการใช้คลอโรฟิลล์ บริสุทธิ์ จะเป็นธรรมชาติบำบัดมีความแตกต่างกันคือ จะไม่มีการระงับอาการใดๆ ทั้งสิ้น ในขั้นแรก อาการของโรคโดยรวมจะเพิ่มมากขึ้น เช่น เดิมมีอาการปวดอยู่แล้วก็จะปวดมากขึ้น แต่หลังจากอาการปวดนั้นๆ ก็จะทุเลาลง จากนั้นก็จะเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ เหมือนการปรับสมดุลของร่างกายใหม่

    ตอบ : สรุปข้อมูลเปรียบเทียบของการใช้ยาแผนปัจจุบันและคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์



    [กลับด้านบน]

    ช่วยสรุป ปฏิกิริยาตอบโต้การบำบัด (Healing Reaction) หรืออาการกระทุ้งโรค ที่แสดงความผิดปกติของร่างกายให้ด้วย ว่ามีอาการอย่างไรบ้าง ...…?

    ตอบ : เท่าที่สรุปอาการต่างๆ ที่ปรากฏจากปฏิกิริยาโต้ตอบการบำบัดหรืออาการกระทุ้งโรค เพื่อปรับเข้าสู่สมดุลใหม่ อีกครั้ง มีดังต่อไปนี้คือ

  • ผมร่วง อาการไตไม่แข็งแรง
  • ปวดแสบปวดร้อนอักเสบข้อ อาการของโรคเก๊าต์ อาการปวดจะมากขึ้นใน 3 -7 วัน
  • ปวดธรรมดา อาการปวดข้อและกล้ามเนื้อ อาการของรูมาติก
  • ปวดไหล่ อาการของโลหิตในเลือดแข็งตัว และระบบการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์
  • มือชา การไหลเวียนโลหิตของร่างกายผิดปกติ
  • ชาที่บริเวณมือและแขนข้างซ้าย มีอาการผิดปกติของหัวใจ
  • เท้าชา การไหลเวียนโลหิตส่วนล่างของร่างกายผิดปกติ
  • ปวดฝ่าเท้า อาการของไตอ่อนแอ
  • ปวดส้นเท้า อวัยวะสืบพันธ์อ่อนแอ
  • ปวดร้อนที่ฝ่าเท้า ไตทำงานไม่ปกติ
  • อาเจียน อาการของโรคหืดหอบ มีการขับพิษออกจากกระเพาะอาหาร บางรายเกิดจากมีการใช้สารเสพติดทีมีฤทธิ์รุนแรง มากกว่า เหล้า เบียร์ บางรายอาจมีเนื้องอกในสมองร่วม ได้รับสารพิษจากโรงงานเป็นจำนวนมาก สูบบุหรี่จัด
  • ถ่ายอุจาระเป็นเลือดสีแดง มีปัญหาเกี่ยวกับระบบลำไส้ อาจมีแผลในลำไส้ หรือเป็นริดสีดวงทวาร
  • อาเจียนเป็นเลือดสีแดง มีปัญหาเกี่ยวกับระบบปอดหลอดลม และทางเดินอาหาร
  • ถ่ายอุจาระเป็นเลือดมีสีดำ มีการขับเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว ออกจากกระเพาะอาหาร หรืออาจมีภาวะมะเร็งลำไส้
  • ลิ้นแข็งและสั่น มีอาการของโรคหัวใจ
  • น้ำลายเหนียวข้น มีการขับพิษออกจากลำคอ จากเชื้อมะเร็ง
  • ปัสสาวะบ่อย ไตมีปริมาณสารพิษมากเกินไป
  • ปัสสาวะมีขุ่นขาว อาการของนิ่วในไต
  • ปัสสาวะมีไขมัน แสดงว่าไตมีสิ่งสกปรกประเภทไขมันอยู่มาก
  • ปัสสาวะข้นและมีสีน้ำตาล แสดงว่าไตกำลังขับสารพิษ
  • ปัสสาวะเป็นเลือด อาการนิ่วในไต หรือไตเป็นแผล
  • ท้องร่วง เป็นการล้างสารพิษออกจากลำไส้ใหญ่
  • ท้องผูก เป็นการล้างสารพิษออกจากลำไส้เล็ก
  • ตาแดง ตาแดงเป็นอาการขับพิษของร่างกาย ตาแดงข้างเดียวหรือ 2 ข้าง แสดงว่าตับมีระดับสารพิษอยู่มาก
  • สายตาพล่ามัว ตับกำลังปรับสมดุลให้ร่างกาย
  • มีขี้ตาออก การทำงานของตับผิดปกติ
  • ตาเหลือง มีปัญหาเกี่ยวกับถุงน้ำดี
  • รู้สึกหูอุดตัน มีสารพิษในไตมาก
  • หูอื้อ มีการปรับสมดุลการทำงานของไตที่อ่อนแอ และจะปวดที่ฝ่าเท้าในตอนเช้า
  • เหงื่อเค็ม ร่างกายมีกรดมากเกินไป
  • เหงื่อมีกลิ่น ร่างกายกำลังขับสารพิษ
  • เป็นฝี ร่างกายกำลังขับสารพิษที่เป็นไขมัน และไม่ละลายน้ำ
  • ผิวหนังเป็นผื่นคันขึ้นตามตัว มีกระบวนการขับสารพิษทางผิวหนัง เนื่องจากการรับประทานยาแผนปัจจุบันมากเกินไป หรืออาจเกิดจากการสูบบุหรี่จัด หรือมีอาการของโรคไต
  • ผิวหนังเป็นเม็ด มีกระบวนการขับสารพิษชนิดละลายในน้ำ
  • พุพองเป็นหนอง เจ็บปวดตามร่างกาย เกิดจากระบบทางเดินอาหาร และการไหลเวียนโลหิตติดขัด
  • ปวดคล้ายถูกแทง มีการปรับสมดุลของเส้นประสาท
  • ปวดแสบชา แสดงถึงการเจ็บปวดภายใน
  • ปวดเส้นกระตุก การสร้างเส้นประสาทอวัยวะภายใน
  • ปวดลึกๆ การปรับสมดุลของการไหลเวียนโลหิต
  • มีความร%D b> ร่างกายกำลังปรับสภาพภายใน
  • เหนื่อย ชา เพลีย ร่างกายมีความต้องการพักผ่อน
  • ร่างกายรู้สึกร้อน แสดงว่าร่างกายต้องการน้ำเพื่อช่วยในการขับพิษ
  • หวัด การขับพิษในลำคอ ร่างกายมีกรดมากเกินไป
  • คัดจมูก ปอดมีพิษอยู่มาก และมีการปรับสมดุลภูมิแพ้
  • จาม มีกระบวนการขับสารพิษ และการปรับสมดุลภูมิแพ้
  • ไอ มีหลายแบบ 1.ไอแบบมีเสมหะ เป็นการขับพิษออกจากลำคอ 2. ไอแบบไม่มีเสมหะ แสดงว่าปอดมีพิษอยู่มาก 3. ไอ ระคายคอ เป็นการขับสารพิษออกจากลำคอ
  • คอแห้ง มีการขับสารพิษออกจากร่างกาย ร่างกายต้องการน้ำมาก
  • คอเจ็บ มีการขับสารพิษออกจากร่างกาย ร่างกายต้องการน้ำมาก ความเป็นพิษในร่างกายมีมากกว่าแบบคอแห้ง
  • ริมฝีปากซีด ระบบการย่อยอาหารอ่อนแอ มีแก๊สในกระเพาะอาหาร
  • ริมฝีปากแห้งแตก มีสารพิษในกระเพาะอาหาร
  • ลิ้น เงือกบวม แสดงว่าหัวใจกำลังมีปัญหา เช่น มีไขมันอยู่มาก ลิ้นหัวใจอ่อนแอ เส้นเลือดแดงตีบตัน
  • ลิ้น เยื่อในปากเป็นแผล เหงือกเป็นแผล มีปริมาณกรดในกระแสเลือดมาก
  • มีกลิ่นปาก กระเพาะอาหารกำลังขับสารพิษ
  • ปวดศีรษะด้านหลัง (ส่วนหลัง) มีอาการของโรคจิตประสาทที่เกิดจากความกังวลและความเครียด หรือมีอาการของโรคความดันสูง
  • ปวดศีรษะด้านหลัง (ส่วนล่าง) เป็นอาการของโรคความดันโลหิตต่ำ
  • อาการมึนงง หรือมีท้องผูก 2-7 วัน เป็น โรคตับ หรือเป็นผู้ที่เคยเสพยาเสพติด หรืทานยาแผนปัจจุบันเป็นระยะเวลานาน
  • มีอาการปวดหัวบ้างเล็กน้อย โรคความดันโลหิต ไม่ว่าจะสูงหรือต่ำ
  • มีอาการน้ำมูกใหลมากๆ หรืออาจมีการการเหมือนเป็นไข้ หรือเป็นไข้ โรคภูมิแพ้หรือหืดหอบ
  • กรณีเป็นโรคเบาหวาน น้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นประมาณ 1 – 3 เดือน แล้วจะค่อยๆ ลดลงสู่ระดับปกติ แต่จะไม่เหนื่อยไม่เพลีย
  • อาการท้องเสียประมาณ 2 – 5 วัน แต่ไม่มีอาการอ่อนเพลีย เป็นผู้ที่ดื่มสุรามานาน แต่ตับยังดีอยู่ หรือรับประทานเนื้อสัตว์เป็นปริมาณมากๆ
  • อาการท้องผูกประมาณ 2 – 5 วัน เป็นผู้ที่ดื่มสุรามานาน และตับเริ่มมีปัญหา
  • เป็นแผลร้อนใน เป็นผู้ที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกายเป็นจำนวนมาก มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งสูง
  • มีเหงื่อออกตามตัว เป็นผู้ที่มีสภาวะของโรคเบาหวาน ที่ระดับน้ำตาลสูงเกิน 300 (ระดับน้ำตาลปกติ 70 – 99)


  • [กลับด้านบน]

    .

    อยากได้ คลอโรฟิลล์ ที่บริสุทธิ์ 100 % จริงๆ ไม่ใช่ กินตามกระแส เพราะผมทำงานกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ ตลอดเวลาครับ จากคุณ โกสินทร์ จันทรสุวรรณ ...…?

    ขอตอบคำถามแต่ละข้อดังต่อไปนี้ :

    ข้อที่ 1 ในปัจจุบันมีการโฆษณาเรื่อง คลอโรฟิลล์ ที่บริสุทธิ์ 100 % กันมาก ทำให้สับสนว่าอันไหนกันแน่ที่ใช่ อันไหนไม่ใช่ แต่การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % จริงนั้น จะต้องมีความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์คลอโรฟิลล์แบบอื่นๆ แน่นอน และต้องทดสอบความแตกต่างนั้นได้ ในระยะเวลาอันสั้นไม่เกิน 7 วัน ทดสอบโดยใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % 10 – 15 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ดื่มให้หมดขวดใน 1 วัน (1 วัน ต่อ 1 ขวด) จะต้องมีอาการปฏิกิริยาโต้ตอบการบำบัดเกิดขึ้นอย่างหนึ่งอย่างใด แน่นอน

    ตัวอย่างเช่น :

    อาจมีอาการมึนงง

    อาจมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง ในรายที่เป็นไมเกรน

    มีน้ำมูกใหลมากขึ้น ในรายที่เป็นภูมิแพ้

    มีอาการปวดข้อมากขึ้น หรือในรายที่เป็นเก๊าต์ รูมาตอยต์

    มีผื่นขึ้นเต็มตัวอยู่หลายวัน ในรายที่ได้รับสารพิษในปริมาณมากๆ หรือพวกที่ชอบสูบบุหรี่จัด

    มีระดับน้ำตาลสูงขึ้นจนน่าตกใจ ในรายที่เป็นโรคเบาหวาน แต่จะไม่เหนื่อยไม่เพลีย

    มีอาการปวดมากขึ้น ในรายที่เป็นโรคกระดูกทับเส้น หรืออาการปวดจากกระดูกทับเส้นหายไป

    มีอาการอื่นๆ เกิดขึ้นดังที่กล่าวไปแล้วในข้อ 37 คำถามชุดที่ 2

    ดังนั้นคุณสามารถทดสอบได้ด้วยตัวเอง กับคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ จะมีปฏิกิริยาตอบโต้การบำบัดที่เร็วมาก เรื่องนี้ให้ทดสอบด้วยตัวเอง แต่ถ้าไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาเลย เกิดจากเหตุ 2 ประการ ประการแรกสภาพร่างกายคุณดีอยู่แล้ว อาจเกิดจากการรับสารอาหารที่เพียงพอหรือ การได้รับอาหารเสริมในรูปแบบใดแบบหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ประการที่ 2 คลอโรฟิลล์ที่คุณใช้นั้นมีสารอาหารที่น้อยเกินไปทำให้แสดงอาการตอบโต้การบำบัดช้า ถ้าทดสอบเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ไม่มีผลใดๆ ต่อร่างกายแสดงออกให้สังเกตได้เลย คุณก็ไม่จำเป็นต้องใช้ต่อเพราะแนวโน้มไม่ใช่ของแท้

    ข้อที่ 2 ในปัจจุบันมีการโฆษณาเรื่อง คลอโรฟิลล์ ที่บริสุทธิ์ 100 % ฉลากต้องระบุส่วนผสมความบริสุทธิ์มากกว่า 95 % และเป็นคลอโรฟิลล์ ชนิดเดียวที่หยอดตา ทาแผลได้ คุณสมบัติเมื่อหยอดตา ตาที่เป็นต้อลม อักเสบพล่ามัว จะทุเลาได้ รวมถึงการใช้บำรุงตา ส่วนการใช้กับแผลให้ทดสอบกับผู้ป่วยที่เป็นแผลจากโรคเบาหวานดูจะเข้าใจ แต่ข้อควรระวังต้องแน่ใจจริงๆ ว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้มีความบริสุทธิ์จริง ถ้าไม่แน่ใจอย่านำมาหยอดตาอย่างเด็ดขาด อันตรายถึงขั้นตาบอด ในกรณีผลิตภัณฑ์นั้นมีส่วนผสมของสารที่เป็นกรด

    ข้อที่ 3 คลอโรฟิลล์ ที่บริสุทธิ์ 100 % หมายถึง คลอโรฟิลล์ ที่มีเฉพาะส่วนผสมของเนื้อคลอโรฟิลล์เท่านั้น ไม่มีสารอื่นเจือปน (สังเกตจากฉลากข้างขวด) ดังนั้นโมเลกุลต้องละลายเข้ากับน้ำได้โดยไม่เป็นฝุ่นละออง และเมื่อตั้งทิ้งไว้นานเท่าใดก็แล้วแต่ต้องไม่มีตะกอนขุ่นๆ เขียวๆ นอนก้น ให้ลองทดสอบดู

    อันนี้เป็นตัวอย่างทดสอบ ผสมคลอโรฟิลล์ชนิดหนึ่งและทดสอบตั้ง ทิ้งไว้เป็นระยะเวลา 1 อาทิตย์ จะสังเกตเห็นการตกตะกอนภายในขวด เมื่อเราเขย่าดู ตะกอนจะกระจายในภาชนะ อันนี้ ไม่ใช่คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์แน่นอน เพราะมีสารประกอบมากกว่า 1 อย่าง เพราะตะกอนนั้นคือสารประกอบที่ไม่สามารถรวมเข้าเป็นเนื้อเดียวกับโมเลกุลของน้ำได้ จึงแยกออกมาดังภาพด้านล่าง



    [กลับด้านบน]

    ต้องการข้อมูล คุณสมบัติของคลอโรฟิลล์ อายุผลิตภัณฑ์ หากผสมน้ำแล้วอยู่ได้กี่วัน จาก คุณยุพา สุขดี นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ...…?

    ข้อที่ 1 ตอบคำถามเรื่องคุณสมบัติเกี่ยวกับคลอโรฟิลล์ มีดังต่อไปนี้

    คลอโรฟิลล์ คือ

    สารประกอบที่ทำให้พืชมีสีเขียว และทำหน้าที่หลักคือ สังเคราะห์แสง (Photosynthesis) โดยการเปลี่ยนพลังงานจากแสงอาทิตย์ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และแร่ธาตุต่างๆ จากดินให้กลายเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืช รวมทั้งให้ก๊าซออกซิเจนที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์

    คลอโรฟิลล์ กับคุณค่าอาหารที่พิเศษ

    จากประวัติศาสตร์ อันยาวนาน ธัญพืชและหญ้าเป็นอาหารหลักและยาของสัตว์โลกนานาชนิด ในการวิจัยค้นคว้า”พืชอาหาร”ในฝันที่อุดมด้วยโภชนาการ ได้มีการวิเคราะห์ พืชอาหารแทบทุกชนิดมากกว่า 6,000 ชนิด ซึ่งมีทั้งถั่ว ผัก หญ้า และพืชสมุนไพรต่างๆ จากเมล็ด ใบ ต้น ของพืชเหล่านั้น ในที่สุดค้นพบว่าคลอโรฟิลล์จาก อัลฟัลฟ่า นั้นคือ พืชอาหารในฝัน ในเมื่ออัลฟัลฟ่า เป็นพืชตระกูลถั่ว ซึ่งขึ้นในแถบทะเลทรายเมื่อ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ได้มีการค้นพบอัลฟัลฟ่าและนำมาใช้เป็นสมุนไพร เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย อัลฟัลฟ่า นอกจากอุดมไปด้วยสารอาหารแล้วยังมีคลอโรฟิลล์สูงเป็นพืชที่ให้เอสโตรเจน ธรรมชาติรวมไปถึง เอมไซด์ 8 ชนิด คือ ไลเปส(Lipase),อามีเลส(Amylase) ,โคกูเลส(Coagulase) ,อีมัลชิน (Emulsin) ,อินเวอเทส (Invertase) , เปอร์ออกซิเดส (Peroxidase) ,เพคติเนส (Petinase) และ โปรตีส (Protese) ที่สามารถต่อต้านสารพิษต่างๆ ได้ดีกว่าพืชชนิดอื่นๆ

    พลังงานสีเขียวจาก อัลฟัลฟ่า

    คือ คลอโรฟิลล์ที่ได้จากอัลฟัลฟ่าสด ที่เจริญเติบโตสดใส แข็งแรง ด้วยขบวนการพิเศษ ที่สามารถถนอมคุณค่าทางโภชนาการทั้งมวล เช่น เกลือแร่ เอ็มไซม์ และแอนตี้ออกซิแดนซ์ สารโภชนาการที่ได้นี่เป็นสารอาหารจากธรรมชาติ ที่มีความสมบูรณ์และสมดุลต่อความต้องการของร่างกายอย่างน่ามหัศจรรย์ ด้วยความรู้และภูมิปัญญาทางด้านสุขอนามัยในปัจจุบันนี้ ซึ่งผ่านการวิจัยมานานปี จากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ใช้กรรมวิธีการผลิตแบบถนอมอาหา% E9สามารถผลิตอาหารแห่งชีวิตที่ร่างกายสามารถย่อยและนำไปใช้ประโยชน์ต่อ ทุกเซลล์ในร่างกาย พลังงานสีเขียวจากอัลฟัลฟ่า นอกจากจะช่วยบำรุงรักษาสุขภาพแล้ว ยังสามารถช่วยต่อต้านโรคร้ายหลายชนิดได้ แก่ ความดันโลหิตสูง (High Blood Pressure) ,คลอเรสตอรอลสูง (High Cholesterol) ,โรคหัวใจ (Heart Disease) ,โรคเอดส์ (AIDS) ,โรคภูมิแพ้ (Allergies) ,กลิ่นตัว (Body Odor) ,โรคชรา (Aging) , ผิวหนังเหี่ยวแห้ง (Wrinkle and Tued Skin) และการก่อตัวของอนุมูลอิสระ (Free Radial Formation)

    ด้วยสูตรโครงสร้างทางเคมีของคลอโรฟิลล์และเม็ดเลือดแดง เหมือนกันทุกประการ ยกเว้นตรงกลางซึ่งคลอโรฟิลล์มีอะตอมของธาตุแมกนีเซี่ยม ส่วนเม็ดเลือดแดงเป็นอะตอมของธาตุเหล็ก จากตรงจุดนี้เองที่ทำให้คลอโรฟิลล์ถูกเรียกว่า“เลือดของพืช” ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้หาทางนำวิธีการใช้คลอโรฟิลล์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อนำประโยชน์ส่วนที่ดีที่สุดของคลอโรฟิลล์มาบำรุงสุขภาพ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับเลือด และผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มากมาย สรุปตรงกันออกมาว่า คลอโรฟิลล์สามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ดี

    ความสำคัญของการละลายน้ำได้

    โดยปกติแล้วไม่ว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชนิดใดก็ตาม เป็นที่ทราบกันในวงการแพทย์และเภสัชกรรมว่า สารที่อยู่ในรูปของการละลายในน้ำมัน (Oil Soluble) นั้นจะเกิดการตกตะกอนหรือจับเอาตะกอนไปสะสมอยู่ที่ตับ ซึ่งเท่ากับเป็นการสะสมสารพิษและทำลายตับโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภคจะมีกระบวนการผลิตที่ดีเพื่อ ให้สามารถอยู่ในรูปของการละลายน้ำได้ (Water Soluble) ร่างกายจะสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทั้งหมดไม่เหลือตะกอนใดๆ ให้ไปทำลายตับ ดังนั้น องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา จึงให้การรับรองเฉพาะคลอโรฟิลล์ที่ละลายน้ำได้ (water soluble chlorophyll) เท่านั้น ว่าปลอดภัยต่อการบริโภคของคน ถึงแม้ว่าจะบริโภคในปริมาณมากต่อวัน ก็ไม่เกิดผลเสียต่อร่างกายแต่อย่างใด

    การดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

    สิ่งสำคัญอีกข้อหนึ่ง คือ ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสกัด Chlorophyll ออกจากเหยื่อหุ้มเซลล์ของ Chlorophyll ได้ เนื่องจากมนุษย์ไม่มีเอมไซม์ที่ชื่อว่า เซลล์ลูเลส (Cellules) ดังที่มีในสัตว์หลายชนิด ที่เวลาเจ็บป่วยมักจะกินผักสด หรือหญ้าสด เพื่อรักษาตัวเอง เพราะสกัด Chlorophyll ได้เอง ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่ามีส่วนผสมของ Chlorophyll ไม่ว่าปริมาณใดก็ตาม หากไม่ผ่านกรรมวิธีการสกัดเอาเหยื่อหุ้มเซลล์ออกก็ไม่สามารถจะได้ประโยชน์ อะไรจาก Chlorophyll นั้นเลย.

    จากประสบการณ์ของผู้ใช้ ผู้บริโภคจากทั่วโลก ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจของคลอโรฟิลล์ ดังนี้

  • ทำให้สดชื่น หายเหนื่อยจากการอ่อนเพลีย
  • ลดความดันโลหิต ลดปัญหาเส้นเลือดหัวใจตีบ
  • ปรับระดับน้ำตาลสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน
  • ทำให้อาการของคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ แพ้อากาศ ผื่นลมพิษ ทุเลาลง
  • ขับกรดจากข้อต่อต่างๆ ทำให้อาการปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัวทุเลาลง
  • ขับสารพิษออกจากร่างกาย สารตกค้างของยาปฏิชีวนะ สารเคมีตกค้างในอาหาร ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดี สุขภาพแข็งแรง สดชื่นขึ้น
  • เพิ่มประสิทธิภาพเม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดแดงทำให้ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น
  • ป้องกันการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
  • แก้ปัญหาท้องผูก การขับถ่ายจะดีขึ้น ริดสีดวงทวารทุเลาและหายได้
  • ช่วยดับกลิ่นตัว กลิ่นปาก กลิ่นเท้า
  • บรรเทาอาการชา บวมและเส้นเลือดขอดให้ทุเลาลงได้
  • ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย,ใช้รักษาแผลอักเสบ,แผลเปื่อย,แผลเรื้อรัง,แผลถลอก,แผลไฟไหม้,เหงือกอักเสบ,แผลในปาก
  • บรรเทาอาการปวดศีรษะทั่วไป และปวดศีรษะไมแกรนได้
  • ช่วยบรรเทาเรื่องโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบได้
  • แก้ปัญหาเรื่องสิว,ฝ้า,ปวดประจำเดือน,ประจำเดือนมาไม่ปกติ
  • ช่วยให้ผู้ที่เป็นต้อกระจกมองเห็นดีขึ้น
  • มีสารอาหารบำรุงเส้นผม ทำให้ผมหงอกดำขึ้น ช่วยลดอาการผมร่วง
  • หมายเหตุ หากต้องการรายละเอียดทางวิชากการเพิ่มเติมให้ศึกษาจาก หนังสือ “คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ อาหารอายุวัฒนะ “ เรียบเรียงโดย ดร. สังสิทธิ์ ศรีสุคนธ์ และ พญ. ชุดา ศรีสุคนธ์ จะมีรายละเอียดที่มากกว่าและใช้อ้างอิงในกรณีทำรายงาน หรืองานวิจัยต่างๆ ได้

    ข้อที่ 2 อายุผลิตภัณฑ์ หากผสมน้ำแล้วอยู่ได้กี่วัน

    ผสมน้ำแล้วอยู่ได้ไม่จำกัดระยะเวลา เนื่องจากโมเลกุลผสมรวมเข้ากับน้ำ จะไม่มีการตกตะกอนขุ่นๆ หรือตะกอนนอนก้นให้เห็นในภาชนะ สารที่ตกตะกอนนั้นก็คือสารที่เพิ่มขึ้นมาซึ่งไม่สามารถรวมเข้ากับน้ำได้ เมื่อมีน้ำหนักที่มากกว่าก็จะตกลงสู่ก้นภาชนะ เหมือนเวลาเราแกว่งสารส้ม แล้วตะกอนลงไปนอนอยู่ก้นโอ่งน้ำ แต่ห้ามนำไปตากแดดหรืออยู่ในที่ที่มีความร้อนสูง เป็นระยะเวลานานเพราะคุณสมบัติคุณค่าทางสารอาหารจะเปลี่ยนไป



    [กลับด้านบน]

    ซื้อได้ที่ไหนค่ะ เพราะอยู่ที่ อ.เมือง จ.ชลบุรี จาก คุณ ben...…?

    สั่งซื้อได้ในหน้าสินค้าของเราและสั่งซื้อออนไลน์ สั่งซื้อออนไลน์ ในเขตพื้นที่ จ. ชลบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงมีบริการจัดส่งถึงที่ถึงบ้าน พร้อมชำระเงิน โทรสั่งซื้อ ได้ที่ โทร. 086-0366174 , 084-1608359 และ โทร.086-3318914



    [กลับด้านบน]

    สมัครสมาชิกในเวปนี้แล้ว ขึ้นมาว่าได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้วแต่ไม่มีรหัสอะไรเลย แล้วจะสั่งซื้ออย่างไรค่ะ จากคุณ ภัทราภรณ์ รักษ์ธรรม ...…?

    สั่งซื้อได้ในหน้าสินค้าของเราและสั่งซื้อออนไลน์ สั่งซื้อออนไลน์ หรือ โทรสั่งซื้อ ได้ที่ โทร. 086-0366174 , 084-1608359 และ โทร.086-3318914

    หรือ Download แบบฟอร์มการสั่งซื้อ คลิกที่นี่... และ Fax. มาที่เบอร์ โทร. 038-780730 ตลอด 24 ชั่วโมง

    สำหรับการสมัครสมาชิกบัตรส่วนลดให้ ไปที่หน้า ใบสมัครสมาชิกบัตรส่วนลด และกรอกข้อมูลตามความเป็นจริง และกดปุ่ม ตกลงส่งข้อมูล ภายใน 5 วันทำงานจะส่งรหัสสมาชิก และ Password ให้ โดยโทรแจ้งรหัสสมาชิก หรือ ส่งทาง sms



    [กลับด้านบน]

    อยากทราบราคาผลิตภัณฑ์ เมื่อสมัครเป็นสมาชิกแล้ว ราคาเท่าไหร่ จากคุณ กชพรรณ มั่นเหมาะ ...…?

    สามารถเข้าไปดูได้ในหน้า สินค้าของเราและสั่งซื้อออนไลน์ หรือ โทรสั่งซื้อ ได้ที่ โทร. 086-0366174 , 084-1608359 และ โทร.086-3318914



    [กลับด้านบน]

    อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ มีผลต่อการรักษาสุขภาพมากน้อยแค่ไหนมีผลข้างเคียงหรือไม่ คนวัยไหนเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ จากคุณสุวิทย์ คำภู ...…?

    ข้อมูลเกี่ยวกับคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ในเรื่องผลของสุขภาพ เป็นสารสกัดด้วยเทคนิคพิเศษ 15 ขั้นตอน และต้องเป็นคลอโรฟิลล์ ที่ทางการแพทย์ยอมรับ คือ คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ต้องมีสารคลอโรฟิลล์อย่างน้อย 95 % และต้องเป็นคลอโรฟิลล์ชนิด Water Soluble Chlorophyll ในอดีตทางการแพทย์ได้ใช้คลอโรฟิลล์ชนิดละลายน้ำได้ (Water Soluble Chlorophyll) รักษาผู้ป่วย แต่การใช้ไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก เพราะต้นทุนการผลิตยังมีราคาแพงมาก แต่ในปัจจุบันคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์มีราคาถูกลง และใช้กันทั่วไปในกลุ่มแพทย์ธรรมชาติบำบัด

    จุดหลักๆ ก็คือ เพื่อต้องการทำให้เลือดบริสุทธิ์ “เลือดบริสุทธิ์อายุเกินร้อยปีและมีความสุข เลือดไม่บริสุทธิ์อายุสั้นและอยู่อย่างทุกข์ทรมาน” คลอโรฟิลล์ทำหน้าที่บำรุงเลือด ล้างพิษและทำลายอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ในเม็ดเลือดทำให้เลือดงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถวัดและเห็นผลได้ชัดเจน อธิบายได้ดังภาพต่อไปนี้

    เมื่อเจาะเลือดมาขยายดูในกล้องจุลทรรศน์ ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงจะพบว่าเม็ดเลือดแดงกระจายกันอยู่ในน้ำเลือดพลาสมา (Plasma)

    การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของเม็ดเลือดแดง จะอยู่กระจายออกจากกัน ทำให้มีพื้นที่ผิวเป็นอิสระจึงทำงานได้อย่างเต็มที่ 100 % ทำให้ร่างกายมีสุขภาพดี ตามมาตรฐานสากล ในเลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร มีเม็ดเลือดแดง 4 – 5 ล้านตัว ร่างกายของคนเรามีเลือดทั้งหมดประมาณ 5 ลิตร จึงมีเม็ดเลือดแดง 25 ล้านล้านตัว

    ผู้ที่มีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เม็ดเลือดแดงจะจับกันอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อนสลับกับน้ำเลือดพลาสมาที่ไม่มีเม็ดเลือดแดง กลุ่มก้อนของเม็ดเลือดจะมีการซ้อนตัวของเม็ดเลือดแดงทับกันอยู่ ที่เรียกว่า “รูโล (Rouleaux)“ เป็นจำนวนมากมองเห็นเหมือนเศษสตางค์เหรียญหลายๆ อันซ้อนกันอยู่ การจับตัวเป็นกลุ่มก้อนหนาอย่างนี้ ทำให้เม็ดเลือดแดงเหลือพื้นที่ผิวอิสระที่จะทำงานได้น้อย ... ทำงานได้ 5 – 15 % นั้นหมายความว่า เลือดทำงานสูญเสียประโยชน์ไปถึง 85 – 95 % นับเป็นการสูญเสียอย่างมากมาย เพราะความสำคัญของเลือดคือ เลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกาย ทุกๆ เซลล์รอรับก๊าซออกซิเจนที่ส่งไปเลี้ยงเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดแดงจึงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ทำไมเม็ดเลือดจึงจับตัวเป็นกลุ่มก้อนเป็นหย่อมๆ เหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องมาจากในน้ำเลือดมีสารพิษหรืออนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่ได้รับจากสภาพแวดล้อมที่เบี่ยงเบนไปจากธรรมชาติ และได้รับสะสมติดต่อกันเป็นระยะเวลานานถึง 20 – 30 ปี โดยในปัจจุบันสังเกตได้ว่าเมื่ออายุมากขึ้น เกินหลัก 40 ปี มักจะเจ็บป่วยอยู่เป็นประจำ ก็เนื่องมาจากเราหายใจเอาสารพิษเข้าไปทุกวัน ประกอบกับการบริโภคอาหารที่ผิดธรรมชาติเข้าไป โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม สารพิษนานัปการจะเข้าสู่กระแสเลือด จึงมีผลทำให้ร่ากายอ่อนแอและเจ็บป่วย

    จากคำถามที่ว่า มีผลมากน้อยขนาดไหนต่อสุขภาพ

    ขอตอบว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากทีเดียว ถ้าเรายังรับสารพิษสะสมในร่างกายอยู่ ถ้าเรามั่นใจว่าไม่ได้รับสารพิษเลย ไม่ได้รับสารพิษทั้ง ทางอากาศผ่านทางลมหายใจ และทางอาหารโดยผ่านการกินทางปาก ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ยกตัวอย่างเช่น ชาวฮันซา ได้รับอากาศที่บริสุทธิ์มาก ไม่มีควันรถ ไม่มีเขม่าควันจากโรงงานอุตสาหกรรม ไม่มีฝนพิษ ที่ซะล้างสารพิษร่วงลงสู่พื้นดิน เพราะอยู่บนเขา และได้รับอาหารจากพืชผักที่ไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลง สารคลอโรฟิลล์สกัดสดก็ไม่จำเป็นสำหรับคนกลุ่มนี้ เนื่องจากชาวเขาเผ่านี้ได้รับสารคลอโรฟิลล์จากพืชผักธรรมชาติที่เพียงพออยู่แล้ว โดยบริโภควันละ 1 – 2 กิโลกรัมต่อวัน ส่วนคนทั่วไปไม่สามารถที่จะดำรงชีพโดยย้ายบ้านไปอยู่ตามยอดเขาที่มีอากาศที่บริสุทธิ์ รวมถึงการรับประทานอาหารที่ปลอดสารพิษได้ทุกวัน ทางเลือกของเราก็คือใช้สารสกัดทดแทน จากงานวิจัยเมื่อเรารับประทานคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 15 ซีซี ต่อน้ำ 1 แก้ว (240 ซีซี) ประมาณ 20 – 30 นาที คลอโรฟิลล์จะทำหน้าที่ล้างพิษในเม็ดเลือด เมื่อเราเจาะเลือดออกมาดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะพบว่าเม็ดเลือดแดงมีการกระจายตัวออกจากกันมีพื้นที่ผิวทำงานอย่างชัดเจน ดังนั้นการล้างพิษในเลือด การทำลายอนุมูลอิสระในเลือด การทำความสะอาดให้กับเลือด ทำให้เลือดทำงานมีประสิทธิภาพเต็มที่ จึงเป็นส่วนสำคัญมากในการที่จะมีสุขภาพแข็งแรง เป็นหัวใจของการดำรงชีวิตให้ยืนยาวและมีความสุข

    สำหรับคำถามที่ว่าคนวัยไหนเหมาะกับผลิภัณฑ์ชนิดนี้ ตอบได้ว่า ทุกเพศทุกวัย แต่ไม่ให้เกินวันละ 30 ซีซี ในวัยผู้ใหญ่ สำหรับเด็กก็ประมาณ 2 - 3 ซีซี ต่อวัน เพราะมันจะเปลืองมากหากใช้มากเกินความจำเป็น และส่วนที่เกินจะถูกขับออกไปทาง ปัสสาวะ และผิวหนัง ตัวอย่างสมมติ เช่น เรารับ สารอาหารได้ 30 ซีซี แต่เราทานไป 40 ซีซี ที่เหลืออีก 10 ซีซี ไม่อาจนำไปใช้ได้ก็ต้องถูกกำจัดออกมา โดยปกติร่างกายเราต้องการผักวันละ 1 -2 กิโลกรัม (คลอโรฟิลล์5- 10 ซีซี โดยประมาณ) ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องรับเพิ่มอีก เนื่องจากสารคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์มีราคาแพงมากเมื่อเทียบกับคลอโรฟิลล์ชนิดอื่นที่วางขายตามท้องตลาดบ้านเรา มัน ก็เปรียบเสมือนการทานผักนั้นล่ะ คล้ายๆ เราทำน้ำผักปั่นแบบสดๆ นั้นล่ะ ต่างกันที่ คลอโรฟิลล์สกัดมาจากต้นอัลฟัลฟ่าที่เอาเยื่อหุ้มเชลล์ออกทำให้ได้รับสารอาหารคลอโรฟิลล์อย่างเต็มที่ แต่น้ำปั่นผักเอามาจากผักสดทั่วไปมาปั่นแต่ที่กลัวกันมากก็คือ กลัวยาฆ่าแมลงที่ตกค้างจากพืชผัก ทานผักสดหรือสลัดผักเป็นประจำดีต่อสุขภาพแน่นอน แต่ต้องเป็นผักที่เราปลูกเองตามหลังบ้านจึงจะแน่ใจว่าปลอดภัยเต็ม 100 % แต่ถ้าเป็นผักที่ซื้อมาในปัจจุบัน จะมีทั้งคุณประโยชน์และโทษพร้อมกัน คุณค่าจากคลอโรฟิลล์สีเขียวจากผัก แต่โทษจากยาฆ่าแมลงตกค้างจากผักอีกเหมือนกันนั้นล่ะ เพระแทบจะไม่มีเกษตรกรรายใดปลูกผักแล้ว ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลงก่อนการเก็บเกี่ยวเพื่อจำหน่าย เนื่องจากผักที่มีรูกัดจากแมลงจะขายไม่ได้ราคา



    [กลับด้านบน]

    ดื่มเหล้ากับเพื่อนตอนงานเลี้ยง ตอนเช้าลุกไปทำงานไม่ไหว ช่วยได้ หรือไม่.. ...…?

    ตอบ จากข้อมูลข้อ 43 คำถามชุดที่ 2 กรณีนี้ กรณีเหมือนกับเม็ดเลือดจะมีการซ้อนตัวของเม็ดเลือดแดงทับกันอยู่ ที่เรียกว่า “รูโล (Rouleaux)“ ให้ทดลองใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 5 -10 ซีซี ผสมน้ำ 1 แก้ว ( 240 - 250 ซีซี ) แบบเข้มข้น ดื่มตอนเช้า จะช่วยได้ในกรณีอ่อนเพลียไม่สดชื่น กรณีนี้ให้ทดลองด้วยตัวเองแล้วลองมาตอบจะดีกว่า



    [กลับด้านบน]

    มีปัญหามดลูกค่ะ และอยากทราบราคาผลิตภัณฑ์ และผู้ป่วยโรค เอดส์ทานแล้วดีจริงเหรอคะ จากคุณรัชนี ราคาทรัพย์...…?

    คำถามแรกเรื่องมดลูก ปัญหาเรื่องมดลูกเป็นปัญหาที่ผู้หญิง (female problem) มีผู้หญิงจำนวนมากประสบอยู่แต่ด้วยความอายจึงไม่กล้าปรึกษาใคร และก็จะเก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียว ผลิตภัณฑ์ที่บ้านสมุนไพรแนะนำ คือ ผลิตภัณฑ์ แองเจิ้ล (Angel) กล่องสีชมพู เป็นสมุนไพรสกัดจากถั่วเหลือง ทับทิม เมล็ดองุ่น และสมุนไพรอื่นๆ โดยใช้สัดส่วนที่เหมาะสมทำให้เกิดสมดุลของระบบโฮร์โมน อันนี้เน้นมาก คือ ต้องในสัดส่วนที่เหมาะสมเท่านั้น จึงช่วยในเรื่องระบบฮอร์โมนเอสโตรเจนขาดสมดุลของโปรเจสเตอโรนต่อเอสโตเจน โดยปกติอัตราส่วนระหว่างโปรเสเตอโรนต่อเอสโตรเจน = 10 : 1 โดยอัตราส่วนของโฮร์โมน 2 ตัวนี้ทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะปกติ แต่เมื่อใดก็ตามที่เราอายุมากขึ้น ระดับของโปรเจสเตอโรนจะตกลงก่อน ทำให้อัตราส่วนของโปรเจสเตอโรนต่อเอสโตรเจนเปลี่ยนแปลงไป และ นั่นก็เป็นสาเหตุของการเกิดวัยทอง หรือ อีกสาเหตุคือ ได้รับสารบางอย่างเป็นประจำ เช่น จากงานวิจัยของคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ในสหรัฐอเมริกา สรุปไว้กว้างๆ ว่ามีความสัมพันธ์กับการที่คนๆ นั้น กิน เนื้อ นม ไข่ มากเกินไป ซึ่งเป็นข้อมูลจาก National Institutes of Health, Centers for Disease Control , American Medical Association and others อ้างอิงข้อมูลจาก : หนังสือ ทำไมคุณถึงป่วย เรียบเรียงโดย นพ. เปี่ยมโชค ชลิตาพงศ์

    ปัญหาการเสียสมดุลของฮอร์โมนนี้ล่ะ ที่เป็นปัญหาให้กับผู้หญิงทุกวันนี้ อาการเสียสมดุลของโฮร์โมนเอสโตรเจน อาการเริ่มแรกที่พบส่วนมาก ก็คืออาการปวดประจำเดือน ต้องใช้ยาระงับปวดอย่างแรงทุกครั้ง แสดงว่าท่านมีปัญหาเรื่องความสมดุลของเอสโตรเจนแล้ว เพราะโดยปกติผู้หญิงทั่วไปจะไม่มีอาการปวดประจำเดือน ปวดทุกครั้งที่เป็นมีบางรายปวดจนไม่สามารถประกอบอาชีพการงานตามปกติได้ ดังนั้นถ้าสามารถควบคุมสมดุลของฮอร์โมนได้ ก็จะทำให้อาการปวดเมนส์กลายเป็นเรื่องเล็กไปได้ ผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องมดลูกมักจะและยังมีอาการติดเชื้อง่าย มีกลิ่นภายในนั่งใกล้ใครขาดความมั่นใจในการออกสังคม รวมถึงการมีปัญหาเรื่อง มีบุตรยาก แท้งง่าย ซีสต์ในรังไข่ เนื้องอกในรังไข่ ซีสต์ที่เต้านม เอ็นโดเมททริโอซีส (endometriosis) มีอารมณ์แปรปรวน (ซึมเศร้าสลับก้าวร้าว) ขี้หงุดหงิด

    ซึ่งการแก้ไขก็ด้วยการปรับฮอร์โมนก็เป็นขั้นตอนแรกของการหลีกเหลี่ยงการผ่าตัด

    สำหรับราคาผลิตภัณฑ์สามารถเข้าไปดูได้ตาม … คลิกที่นี่ …

    ตอบคำถามที่ 2 เรื่อง โรคเอดส์เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HIV โรคนี้ยังไม่มีตัวยาใดๆ ในโลกที่รักษาให้หายขาดได้ คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ก็ไม่ได้ช่วยรักษาเช่นเดียวกัน และก็ไม่ได้ฆ่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ด้วย การใช้ผลิตภัณฑ์ก็ยังคงตรวจพบเชื้อ HIV อยู่ดี

    แต่ คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ จะช่วยฟื้นฟูในด้านความเสื่อมของร่างกายเท่านั้น ที่เราเห็นคนที่ป่วยเป็นโรคนี้ไม่ตายก่อนถึงวัยอันสมควร ก็เนื่องจากว่าการได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานึง ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้นทำให้โรคแทรกซ้อนต่างๆ ของร่างกายต้องถอยร่นออกไป ทำให้โรคต่างๆ เหล่านั้นไม่แสดงอาการออกมา ส่งผลทำให้คนที่ป่วยเป็นโรคนี้ใช้ชีวิตแบบคนปกติอย่างเราๆ ท่านๆได้ แต่ต้องไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงในการรับเชื้อเพิ่มเข้ามาในร่างกายอีก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาหายจากอาการโรคนี้ เพราะถ้าตรวจหาเชื้อนี้ก็พบเชื้ออยู่ดีไม่ได้สูญหายไปไหน การใช้ผลิตภัณฑ์นี้ต้องให้ผู้ป่วยใช้สารอาหารคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่นอนดึก ไม่เครียดมาก ไม่ดื่มเครื่องดื่มอัลกอฮอร์ งดการรับสารพิษเพิ่ม (เช่น ยาฆ่าแมลงจากผัก ผลไม้ โดยเฉพาะแตงโมเนื้อแดงๆ กับองุ่น ควรงด) ก็จะทำให้มีชีวิตที่ยืนยาวปกติต่อไปได้ การใช้ผลิตภัณฑ์คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์จึงต้องสังเกตจากตัวผู้ป่วยเองโดยการตรวจเช็คค่า CD4 โดยการไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด ก็จะทราบผลได้เอง



    [กลับด้านบน]

    จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีบางคนมีอาการแพ้คลอโรฟิลล์...…?

    ตอบ สำหรับข้อควรระวังก็มีบางกลุ่ม คือ กลุ่มของคนที่เป็นโรค SLE หรือ โรคภูมิแพ้ตัวเอง หรือ โรคภูมิต้านทานทำลายเซลล์ตัวเอง หรือโรคพุ่มพวง และโรคไทรอยด์เป็นพิษ ต้องมีการทดสอบว่าแพ้คลอโรฟิลล์หรือไม่ ? โดยทดลองดื่มในปริมาณที่น้อย ๆ ก่อน ดื่มแบบเจือจาง จากนั้นจึงค่อยเพิ่มปริมาณของสารคลอโรฟิลล์ขึ้น เพราะการดื่มคลอโรฟิลล์ ก็คือการบริโภคผักนั้นเอง ดังนั้นคนทุกกลุ่มสามารถดื่มได้ ดื่มได้ทั้งวันโดยจิบแทนน้ำได้



    [กลับด้านบน]

    เป็นโรคภูมิแพ้เป็นแบบเรื้อรังมา 20 ปี จะต้องดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์อย่างไร ...…?

    ตอบ โรคภูมิแพ้ (Allergic Rhinitic) หรือ โรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจ แต่ไม่มีไข้ มีอาการคัดจมูกน้ำมูกไหล ไอแห้งๆ ไอมีเสมหะ จากผลการวิจัยพบว่า โรคแพ้อากาศ และโรคหืด ทั้งเด็กและผู้ใหญ่นิยมเป็นโรคนี้ถึง 30 % และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

    สาเหตุของการแพ้ (อากาศ)

    1. กรรมพันธุ์ คนที่เป็นโรคแพ้อากาศ จะพบว่าคนในครอบครัวมักมีประวัติเป็นภูมิแพ้ด้วย

    2. สารภูมิแพ้ภายในบ้าน พวกเกสรดอกไม้ เกสรหญ้า หรือเชื้อในอากาศ ฤดูกาล ก็อาจทำให้อาการแพ้เพิ่มขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น ฤดูฝน มีความชื้นทำให้คัดจมูกมากขึ้น ฤดูหนาว เกสรหญ้าจะมีมากในบรรยากาศ ทำให้คนเป็นโรคนี้มากขึ้น ดังนั้นการทำให้เลือดที่มีสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเยื่อบุที่อักเสบ และพัดพาเม็ดเลือดขาว สารก่อภูมิแพ้ต้นเหตุให้กระจัดกระจายจนเจือจาง และอ่อนกำลังลง

    สำหรับการดื่มก็เริ่มต้น จากการผสมน้ำบริสุทธิ์ 5 ซีซี ต่อน้ำ 1.5 ลิตร ติดต่อกัน เป็นเวลา 5 – 7 วัน เพื่อให้สภาพร่างการปรับตัวในการรับสารอาหารเริ่มแรก จากนั้นสัปดาห์ต่อไปให้ใช้ที่ 10 ซีซี ต่อน้ำ 1.5 ลิตร และให้สังเกตดูความเปลี่ยนแปลง จากข้อมูลเป็นมากกว่า 20 ปี การฟื้นฟูสภาพต้องใช้เวลาและความอดทนมาก เพราะต้องใช้เวลานาน



    [กลับด้านบน]

    เป็นโรคสะอึก เป็นประจำใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ได้หรือไม่ ...…?

    ตอบ อาการที่แสดงออกมาเกิดจากการมีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับระบบหลอดลม หรือปอด ทำให้ออกซิเจนในกระแสเลือดไม่เพียงพอ การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ช่วยได้ในเรื่องการทำให้เม็ดเลือดแดงแตกตัว และการนำพาออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้มากขึ้น การใช้ก็ดื่มแบบจิบน้ำชา ดื่มได้ตลอดแทนน้ำได้ทั้งวัน ใช้ปริมาณ 10 -15 ซีซี ต่อน้ำ 1.5 ลิตร



    [กลับด้านบน]

    ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ มีอาการอย่างไร...…?

    ตอบ อาการโดยทั่วไป ก็มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ตัวเย็นและมีเหงื่อออกตามมือ อาการต่อมาก็คือ มือเริ่มสั่นและซีดเหมือนคนจะเป็นลม จริงๆ ต้องทำบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ หรืออาจมีอาการจุกแน่นที่ลิ้นปี่ลามมาถึงกลางหน้าอก มีเหงื่อท่วมตัว นั้นก็คือ อาการของหลอดเลือดหัวใจตีบตัน



    [กลับด้านบน]

    อธิบายเรื่องความสัมพันธ์ของไขกระดูกและเม็ดเลือดอย่างง่าย...…?

    ตอบ ไขกระดูก เปรียบเสมือนโรงงาน ที่มีหน้าที่ ผลิต 1. เม็ดเลือดแดง 2. เม็ดเลือดขาว และ 3.เกล็ดเลือด

    เม็ดเลือดแดง มีหน้าที่นำอากาศดีเข้าสู่เซลล์ รวมทั้งการนำคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียต่างๆ เป็นเม็ดเลือดส่วนใหญ่ที่มีในเลือดทำให้เลือดมีสีแดง แต่หากเม็ดเลือดแดงเสื่อม หรือตัวเล็กเกินไป ก็จะทำให้เราหายใจเร็ว เหนื่อยง่าย นอนกรน และถ้าหากว่าอากาศที่คุณได้รับไม่ดีพอ หรือเม็ดเลือดแดงมีปริมาณน้อยลงหรือมีความผิดปกติ ก็จะมีปัญหาเรื่องสุขภาพตามมา เช่น ถ้าเม็ดเลือดแดงน้อยก็จะเป็นโลหิตจาง เหนื่อยง่าย ถ้าเป็นมากก็มีภาวะหัวใจวาย

    เม็ดเลือดขาว มีหน้าที่ ทำลายและต่อสู้เชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นเม็ดเลือดขาวเมื่อเจอเชื้อโรค ก็จะปล่อยความร้อน และทำลายเชื้อโรคแปลกปลอมนั้นๆ ดังนั้นสังเกตเวลาเราเป็นไข้มักจะตัวร้อน แต่หากเม็ดเลือกขาวน้อย ก็อาจทำให้เกิดภาวะ ติดเชื้อ

    เกล็ดเลือด มีหน้าที่ป้องกันเลือดออก โดยทำให้เลือดแข็งตัว เช่นเดียวกันหากเกล็ดเลือดมีปัญหา เช่น เกล็ดเลือดต่ำ ก็จะทำให้เกิดภาวะทำให้มีเลือดออกผิดปกติ

    ดังนั้นเราจึงต้องดูแลไขกระดูกก่อนอันดับแรก เพราะถ้าหากโรงงานมีสภาพที่ดีก็สามารถผลิตเม็ดเลือดที่ดีและมีคุณภาพได้ แต่หากโรงงานผลิตเม็ดเลือกที่ไม่ดีออกมาปัญหาทั้งหมดก็จะเกิดจากการที่เม็ดเลือดทำหน้าที่ แบบไม่สมบูรณ์นั่นเอง

    จากภาพด้านล่างจะสังเกตว่า ไขกระดูกที่เสื่อม จะผลิตเม็ดเลือดที่มีลักษณะซ้อนเป็นชั้นๆ คล้ายลักษณะของเหรียญหลายๆ อันซ้อนกัน หรือที่เรียกว่า รูโล ทำให้การนำพาออกซิเจนทำได้น้อยลง

    จากภาพด้านล่างจะสังเกตว่า ไขกระดูกที่ที่ดี จะผลิตเม็ดเลือดที่มีคุณภาพดี

    ความสำคัญของไขกระดูก

    ไขกระดูกเป็นอวัยวะที่รู้จักน้อย ไม่เหมือนหัวใจ ไตและตับ แต่ไขกระดูกก็เป็นอวัยวะที่สำคัญอวัยวะหนึ่ง มีหน้าที่สร้างเม็ดเลือด เลือดของคนเราประกอบไปด้วยเม็ดเลือด และพลาสมาเม็ดเลือด มี 3 ชนิด คือ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เม็ดเลือดแดงเป็นเม็ดเลือดส่วนใหญ่ ที่มีในเลือดทำให้เลือดมีสีแดง เม็ดเลือดแดงมีฮีโมโกลบินเป็นส่วนประกอบ ทำหน้าที่นำออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียต่างๆ กลับไปทิ้งยังปอด ส่วนเม็ดเลือดขาวทำหน้าที่ ป้องกัน ต่อสู้ และทำลายเชื้อโรค ส่วนเกล็ดเลือดมีหน้าที่ป้องกันเลือดออก โดยทำให้เลือดแข็งตัว เม็ดเลือดต่างๆ เหล่านี้ถ้ามีปริมาณที่พอเหมาะและมีหน้าที่ปกติ จะทำให้การทำงานของร่างกายเป็นปกติสุข แต่ถ้าหากมีปริมาณน้อยลงหรือทำหน้าที่ผิดปกติ ก็จะมีความผิดปกติและเกิดโรคต่างๆ ขึ้น เช่น ถ้าเม็ดเลือดแดงน้อยลง จะมีโลหิตจาง เหนื่อยง่าย ถ้าเป็นมากอาจมีภาวะหัวใจวาย เม็ดเลือดขาวน้อยทำให้มีไข้ เป็นโรคติดเชื้อ เกล็ดเลือดต่ำทำให้เลือดออกผิดปกติ

    เม็ดเลือดทั้ง 3 ชนิด มีแหล่งกำเนิด ในไขกระดูกซึ่งอยู่ในโพรงกระดูก ถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นในไขกระดูก เช่นไขกระดูกไม่ทำงานหรือเป็นมะเร็งของไขกระดูก จะทำให้ไขกระดูกไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดที่ปกติได้ ทำให้เกิดอาการต่างๆ อันเป็นผลมาจากมีจำนวนเม็ดเลือด ที่ผิดปกติทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว ดังนั้นไขกระดูกจึงเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย จึงควรให้ความสำคัญกับการดูแลไขกระดูกให้อยู่ในสภาพที่ปกติ โดยงดสารที่มีส่วนทำลายไขกระดูกดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

    จากการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ ก็คือ ศาสตราจารย์ Hans Fisher, M.D. ได้รับรางวัลโนเบลปี ค.ศ. 1930 โดยท่านพบว่าคลอโรฟิลล์เป็นสารสีเขียวจากพืช ที่มีสูตรโครสร้างใกล้เคียงกับสารฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดมนุษย์มาก แตกต่างกันก็เพียงสารเคมีที่เป็นโครงสร้างในส่วนของอะตอมที่ คลอโรฟิลล์เป็นอะตอมของธาตุแมกนีเซี่ยม ส่วนของฮีโมโกลบินเป็นอะตอมของธาตุเหล็ก ซึ่งมีหน้าที่ในการจับก๊าซออกซิเจน เพื่อพาไปเลี้ยงเนื้อเยื่อเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย และเมื่อเรารับคลอโรฟิลล์เข้าไปในร่างกายก็จะเปลี่ยนสารคลอโรฟิลล์ให้เป็นสารตั้งต้นที่ตับ และถูกส่งต่อไปสร้างเม็ดเลือดแดงต่อในไขกระดูก (ดูภาพด้านบน) ทำให้ปริมาณเม็ดเลือดแดงมากขึ้น ปกติพบว่าร่างกายมนุษย์เม็ดเลือดแดงจะถูกทำลายตลอดเวลา ประมาณ 2 – 2.5 ล้านเซลล์ต่อวัน

    ชีวิตในปัจจุบันที่ต่อสู้กับสารพิษ ในชีวิตประจำวันคงหลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะเรารับประทานอาหารทำลายกระดูก เข้าไปทุกวัน โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็แล้วแต่ สารพิษที่สะสมในแต่ละวัน เช่น อาหารทำลายกระดูกต่างๆ ได้แก่ ผงชูรส , น้ำอัดลม โดยเฉพาะที่มีสีดำเป็นอันตรายมากที่สุด ,ยาฆ่าแมลงที่มาจากพืชผัก , น้ำตาลทรายขาว , ยาปฏิชีวนะ และสารเคมี มีผลทำให้กระดูกผุกระดูกพรุน

    เมื่อกระดูกที่ผุทรุดลงไปทับเส้นประสาท ก็จะเกิดปัญหาเพราะเส้นประสาทแต่ละเส้นเชื่อมโยงไปยังอวัยวะต่างๆ และหากกระดูกทรุดไปทับเส้นใด อวัยวะนั้นก็ทำงานผิดปกติ เช่น ทับ ขาก็ปวดขา ทับเส้นของไต ไตก็ทำงานผิดปกติ เป็นต้น



    [กลับด้านบน]

     

     
     
    คุณกัลยาภัสร์ โทร. 099-619-3297

    ที่อยู่ติดต่อ : 4/907 หมู่บ้านสหกรณ์ (ตรงข้ามซอย47 ) ถนนเสรีไทย 57
    แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10240
    © 2012 Chlorophyll100.com All Rights Reserved
    Design by :Thaibuyweb.com